slide1 slide3 slide2 slide4

สภาประมุขแห่งบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย
(หรือที่บรรดาคริสตชนรู้จักและเรียกกันในชื่อ “สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย” หรือ สสท.)


    ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ได้เข้ามาเผยแพร่และปฏิบัติงานต่าง ๆ ในประเทศไทยมาเป็นเวลากว่า 450 ปี กิจการพระศาสนาได้เจริญพัฒนาขึ้นเป็นลำดับ และมีประชาชนที่เลื่อมใสและนับถือศาสนานี้อยู่ทั่วไปในทุกภาคของประเทศไทย ด้วยเหตุนี้ เพื่อความสะดวกและเพื่อความก้าวหน้าในกิจการต่างๆ ของพระศาสนา จะสามารถดำเนินไปด้วยดีและเรียบร้อย  จึงเริ่มมีการรวมกลุ่มกันตามดำริของที่ประชุมสังคายนาวาติกันที่ 2 ตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1964  ที่เชิญชวนบรรดาพระสังฆราช ซึ่งเป็นประมุขของแต่ละสังฆมณฑลในประเทศใดประเทศหนึ่ง ให้รวมกลุ่มกันในรูปแบบของสภา  นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จึงเริ่มมีการรวมกลุ่มกันของบรรดาประมุขของสังฆมณฑลในประเทศไทยขึ้น โดยเรียกว่า “สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย” (สสท.) ใช้ชื่อภาษาอังกฤษ คือ Catholic Bishops’ Conference of Thailand  ชื่อย่อ CBCT
    สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย  จึงเป็นสภาอันมั่นคงที่ตั้งขึ้นโดยได้รับอนุมัติจากสันตะสำนัก (นครรัฐวาติกัน) ในปี 1965  ซึ่งบรรดาพระสังฆราชมารวมกลุ่มปรึกษาหารือ  และร่วมมือกันในการดูแลอภิบาลคริสตชน เผยแผ่ศาสนา และปฏิบัติงานตามกิจการทางศาสนา ได้แก่ ด้านศาสนา การศึกษาอบรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม การสังคม และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การสุขภาพอนามัย และเทคโนโลยีสารสนเทศ  ทั้งนี้เพื่อประโยชน์สุขสำหรับบรรดาคริสตชนและเพื่อนพี่น้องชาวไทย  สภาพระสังฆราชฯ ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการว่าเป็นองค์การพิเศษทางศาสนา จากกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ และกรมการศาสนาได้ขอให้เปลี่ยนชื่อจากเดิม “สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย” มาเป็น “สภาประมุขแห่งบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย” โดยออกหนังสือรับรองให้เมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2512  (ค.ศ. 1969)  ในสมัยพลเอก ปิ่น  มุทุกันท์ เป็นอธิบดี  ขณะนั้นสำนักงานทำการตั้งอยู่ที่อาคารแพร่ธรรม  ซอยโอเรียนเต็ล  ถนนเจริญกรุง 40  บางรัก  ต่อมามีการขยายหน่วยงานเพิ่มขึ้น  จึงทำให้สถานที่ไม่เพียงพอต่อการดำเนินงาน  ทางอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ โดยพระคาร์ดินัล ไมเกิ้ล มีชัย  กิจบุญชู ได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นดังกล่าวจึงได้มอบอาคาร 2 หลังตั้งอยู่ที่ซอยนาคสุวรรณ  ถนนนทรี ใกลักับสำนักงานเขตยานนาวา  ซึ่งมีเนื้อที่มากกว่าที่เดิม  และสามารถรองรับหน่วยงานต่างๆ ของสภาฯ ได้ทั้งหมด  ดังนั้นในปี ค.ศ. 1996 สภาฯ จึงได้เริ่มย้ายสำนักงานมาอยู่ที่ซอยนาคสุวรรณ  ถนนนนทรี  แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ โดยอาคารเลขที่ 122-122/1 เป็นอาคารทำการของสำนักงานโคเออร์และสื่อมวลชนคาทอลิกแห่งประเทศไทย และอาคารเลขที่ 122/6-7 เป็นอาคารทำการของสำนักเลขาธิการสภาฯ และหน่วยงานต่างๆ  ต่อมาในปี ค.ศ. 2002 คณะกรรมการบริหารงานของสภาฯ ได้มีดำริที่จะให้หน่วยงานภายใต้สังกัดสภาพระสังฆราชฯ ได้มาอยู่รวมกัน พระคาร์ดินัล ไมเกิ้ล มีชัย  กิจบุญชู  จึงได้มอบอาคารสำนักงานซึ่งเดิมเป็นโพลีคลินิก เป็นอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ 10 ชั้น ให้กับสภาพระสังฆราชฯ และในปี ค.ศ. 2003 ทุกหน่วยงานภายใต้การดำเนินงานของสภาพระสังฆราชฯ จึงได้ย้ายเข้ามาอยู่ภายในอาคารสำนักงานเลขที่ 122/11 ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ภารกิจงานขององค์การทางศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ภายใต้การปกครองดูแลของสภาประมุขแห่งบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย มีดังนี้
ด้านการศาสนา  มีการดำเนินงานดังนี้
•    เผยแพร่ศาสนา และดูแลอภิบาล อบรมสั่งสอนคริสตชนให้ยึดมั่นในการปฏิบัติตามศาสนธรรม ศาสนบัญญัติ หรือปฏิบัติตามพิธีกรรมทางศาสนา
•    ให้บริการด้านการศาสนา และพิธีกรรม แก่คริสตชนและผู้เลื่อมใสศรัทธา
•    จัดสร้างศาสนสถาน วัดและสำนักสอนศาสนาในที่ต่างๆ ตามความเหมาะสมเพื่อปฏิบัติศาสนกิจของคริสตชน  เป็นสถานที่ให้การอบรมและเป็นที่พักอาศัย
•    อบรมส่งเสริมให้มีนักบวชชายหญิงและผู้เผยแผ่ศาสนาเพื่อให้มีจำนวนเพิ่มขึ้นและรับผิดชอบในกิจการต่างๆของศาสนา กับดำรงศาสนาให้เจริญก้าวหน้า
•    ส่งเสริม สนับสนุนและให้ความร่วมมือกับองค์การทางศาสนาอื่นๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ด้านการศึกษาอบรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม  มีการดำเนินงานดังนี้
•    จัดการและส่งเสริมการศึกษาภาคสามัญ วิสามัญ อาชีวะ ตลอดจนอุดมศึกษาและดำเนินการให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
•    จัดการศึกษาขั้นปฐมวัยศึกษาและการศึกษาขั้นพื้นฐาน  ในรูปแบบการศึกษาในระบบ นอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย ตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงการจัดการศึกษาในรูปแบบ ประเภท และระดับการศึกษาต่างๆ ตามที่โรงเรียนเอกชนสามารถจัดการศึกษาได้ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
•    จัดการศึกษาตามพันธกิจการศึกษาคาทอลิกเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของนักเรียนให้ได้รับการอภิบาลด้านจริยธรรม คุณธรรม ศีลธรรมตามหลักธรรมของศาสนาและวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงาม
ด้านการสังคมและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม  มีการดำเนินงานดังนี้
•    ดำเนินการให้คริสตชนยึดมั่นและให้ความสำคัญในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และให้บริการสังคมบนพื้นฐานจิตตารมณ์แห่งความรักและการรับใช้
•    ส่งเสริม สนับสนุนและพัฒนาอาชีพให้แก่ประชาชนโดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
•    ให้ความช่วยเหลือและอุปการะผู้ประสบความยากลำบาก ผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส ผู้ป่วย ผู้พิการ ผู้ติดยาเสพติดและผู้ป่วยโรคเอดส์
•    ให้ความร่วมมือกับองค์การศาสนา และองค์การอื่นๆในด้านสังคม ทั้งในระดับประเทศชาติและระดับสากล
•    ให้ความร่วมมือกับฝ่ายบ้านเมืองในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแก่ผู้ประสบภัยและผู้ลี้ภัย
•    ส่งเสริมและให้ความร่วมมือในการอนุรักษ์ธรรมชาติและสภาพแวดล้อม
ด้านการแพทย์ อนามัยและสาธารณสุข  มีการดำเนินงานดังนี้
•    ดำเนินกิจการโรงพยาบาล  สถานพยาบาล และหน่วยแพทย์พยาบาลเคลื่อนที่
•    บริการด้านการรักษาพยาบาลแก่ประชาชนทั่วไป โดยไม่จำกัดชั้น วรรณะ และศาสนา
•    ส่งเสริม และให้ความร่วมมือกับทางราชการในด้านการแพทย์ อนามัย และสาธารณสุข
ด้านการเทคโนโลยีสารสนเทศ  มีการดำเนินงานดังนี้
•    จัดให้มีสื่อสาร และสิ่งพิมพ์ที่มีคุณภาพ  เพื่อให้เห็นคุณค่าทางศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม
•    ส่งเสริมและสนับสนุนกิจการทางด้านสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศให้มีคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อสังคม
    สภาประมุขฯ  ยึดถือการดำเนินงานดังกล่าวมาแล้วแต่แรกเริ่ม  และพยายามจะพัฒนาและขยายงานต่างๆ ดังกล่าวต่อไปตามกำลังความสามารถทั้งด้านบุคลากรและปัจจัย  เพื่อประโยชน์สุขของศาสนิกชน  และร่วมมือกับฝ่ายบ้านเมืองในการพัฒนาประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้าสืบ ๆ ไป  ซึ่งในการปฏิบัติงานดังกล่าวนั้น ได้รับความช่วยเหลือจากบรรดาบวชชาย-หญิง และฆราวาสทั่วไปทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ  ที่ทำงานให้พระศาสนาด้วยความสมัครใจ  ด้วยจิตศรัทธา และด้วยความอุทิศตัว เสียสละ

รวบรวมข้อมูลโดย  Asst.CBCT2003