slide1 slide3 slide2 slide4

คำปราศรัยของสมเด็จพระสันตะปาปาต่อการประชุมระดับสากล เกี่ยวกับการอพยพย้ายถิ่นและสันติภาพ

คำปราศรัยของสมเด็จพระสันตะปาปาต่อการประชุมระดับสากล

เกี่ยวกับการอพยพย้ายถิ่นและสันติภาพ

‘สำหรับผู้ที่หนีความขัดแย้งและการเบียดเบียนที่บ่อยครั้งติดกับอยู่ในอุ้งเล็บขององค์กรก่ออาชญากรรมที่ไร้มโนธรรม  เราจำเป็นต้องหาทางแก้ไขด้วยการเปิดประตูสู่หนทางความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่ปลอดภัย’

 

 

PHOTO.VA - L'OSSERVATORE ROMANO

 

วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ 2017 สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงปราศรัยต่อผู้เข้าร่วมประชุมระดับสากลว่าด้วยการอพยพย้ายถิ่นและสันติภาพ ซึ่งมาร่วมประชุมกัน ณ กรุงโรม และเข้าเฝ้าพระสันตะปาปาที่วาติกัน

การประชุมครั้งนี้จัดโดยสมณกระทรวงใหม่ของวาติกันที่ชื่อว่า สมณกระทรวงเพื่อส่งเสริมการพัฒนามนุษย์แบบองค์รวมและเครือข่ายผู้อพยพสากล ณ สถาบันมิสชันนารี่สกาลาบรินี่ (Scalabrini) โดยใช้เวลาประชุม 2 วัน มีจุดประสงค์ที่จะกระตุ้นการเสวนาเกี่ยวกับปัญหาต้นตอที่ทำให้เกิดการอพยพ และค้นคว้าหาวิธีที่ดีที่สุดเพื่อนำมาบริหารจัดการ รวมทั้งผนึกกำลังของประเทศเจ้าภาพ และสร้างนโยบายและการตอบสนองอย่างเป็นรูปธรรมเกี่ยวกับผู้อพยพลี้ภัย

* * *

ท่านสุภาพสตรีและท่านสุภาพบุรุษที่นับถือยิ่ง

      ข้าพเจ้า (สันตะปาปาฟรังซิส) ขอต้อนรับทุกคนและขอแสดงความชื่นชมกับผลงานอันทรงค่าของพวกท่าน  ขอขอบคุณพระอัครสังฆราชโทมาซีสำหรับมธุรสวาจาของ

ท่านรวมถึงคำปราศรัยของ ดร. พอตเตอริง  เช่นเดียวกันข้าพเจ้าต้องขอบคุณสำหรับเนื้อหา 3 ประการที่เป็นรูปธรรมที่เป็นเนื้อหาของการประชุมฟอรั่มในครั้งนี้ “การให้การต้อนรับและการพัฒนา: จากปฏิกิริยาสู่การปฏิบัติ” (Integration and Development: From Reaction to Action) หากจะให้บังเกิดผลดีเป็นไปไม่ได้ที่จะพิจารณากันแต่การท้าทายในปัจจุบันเกี่ยวกับการอพยพย้ายถิ่นและการส่งเสริมสันติภาพหากไม่พิจารณาอีกสองคำที่มีความสำคัญ: “การพัฒนาและการให้การต้อนรับ” ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงต้องการสถาปนาสมณสภาเพื่อส่งเสริมการพัฒนามนุษย์แบบองค์รวมโดยให้มีแผนกหนึ่งทำหน้าที่เฉพาะเกี่ยวกับผู้อพยพ ผู้ลี้ภัย และผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์

       การอพยพในรูปแบบต่างๆมิใช่เป็นปรากฏการณ์ใหม่ในประวัติศาสตร์มนุษย์  ซึ่งทิ้งเรื่องราวร่องรอยไว้ในทุกยุคทุกสมัย เป็นเหตุให้ประชากรต้องเผชิญหน้ากับการเกิดวัฒนธรรมใหม่ๆ โดยเนื้อแท้แล้วการอพยพเป็นการแสดงออกให้เห็นถึงความปรารถนาภายในเพื่อแสวงหาความสุขที่คู่ควรกับมนุษย์ทุกคน  เป็นความสุขที่ทุกคนต่างพากันแสวงหาติดตาม  สำหรับเราที่เป็นคริสตชนชีวิตมนุษย์คือการเดินทางสู่บ้านเกิดเมืองนอนของเราในสวรรค์

       เมื่อเริ่มต้นสหัสวรรษที่สามเราจะเห็นปรากฏการณ์พิเศษของการอพยพย้ายถิ่นซึ่งหากจะพูดถึงประเทศที่เป็นถิ่นกำเนิด ประเทศทางผ่าน และประเทศปลายทางกันแล้ว  ทั้งหลายทั้งปวงล้วนได้รับผลกระทบในทุกแทบภูมิภาคของโลก  น่าเสียดายที่การอพยพที่ว่านี้ส่วนใหญ่จะเป็นการถูกบังคับ ไม่ว่าจะเป็นเพราะความขัดแย้ง ภัยธรรมชาติ การเบียดเบียน การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ปัญหาจากการใช้ความรุนแรง จากความยากจนสุดๆ หรือจากสภาพการดำรงชีวิตที่เลวร้าย “เพียงประชากรอพยพจากทวีปหนึ่งสู่อีกทวีปหนึ่ง จากภูมิภาคหนึ่งสู่อีกภูมิภาคหนึ่งภายในประเทศก็ปรากฏชัดแล้วว่าเป็นเหตุการณ์ที่ใหญ่โตที่สุดในยุคร่วมสมัยกว่ายุคใดๆในประวัติศาสตร์” (สาส์นวันผู้อพยพและผู้ลี้ภัยสากล วันที่ 5 สิงหาคม ค.ศ. 2013)

       สำหรับเหตุการณ์วุ่นวายซับซ้อนเหล่านี้  ข้าพเจ้ารู้สึกจำเป็นที่ต้องแสดงความห่วงใยกังวลเป็นพิเศษต่อเหตุที่ก่อให้มีการอพยพมากมายเช่นนี้ ซึ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มการท้าทายยิ่งขึ้นต่อการเมือง สังคมพลเรือน และพระศาสนจักร เป็นการเพิ่มความเร่งด่วนที่เราจะต้องประสานความร่วมมืออย่างมีประสิทธิภาพต่อการท้าทายเหล่านี้

       การร่วมมือกันตอบสนองของเราอาจกระทำได้ด้วย 4 คำกริยาด้วยกัน:  ต้อนรับ คุ้มครอง ส่งเสริม และ ผนึกพวกเขาให้ดำเนินชีวิตร่วมในชุมชนของเรา

       ต้อนรับ:  “การปฏิเสธเป็นทัศนคติที่เราทุกคนต่างก็มีร่วมกันทั้งนั้น  ทำให้เรามองเพื่อนบ้านไม่ใช่ดุจพี่น้องของเราที่เราจะต้องให้การต้อนรับ แต่ปัญหาคือเรามักคิดว่าเขาเป็นผู้ที่ไม่สมควรที่เราจะต้องไปให้ความสนใจ   พวกเขาเป็นอริหรือเป็นใครที่เราไม่จำเป็นที่จะต้องไปให้ความสนใจ” (คำปราศรัยต่อคณะทูตานุทูต วันที่ 12 มกราคม ค.ศ. 2015)  เมื่อตกอยู่ในสภาพของการปฏิเสธเช่นนี้ซึ่งมีรากฐานอยู่ที่การเอาตนเองเป็นศูนย์กลางและภาษิตนิยมที่ว่า สิ่งจำเป็นที่สุดคือการเปลี่ยนทัศนคติเพื่อที่จะเอาชนะต่อการเฉยเมยและเพื่อที่จะเอาชนะต่อความกลัวด้วยการเปิดใจกว้างให้กับผู้ที่มาเคาะประตู  สำหรับผู้ที่หนีความขัดแย้งและการเบียดเบียนเหี้ยมโหดบ่อยครั้งต้องตกอยู่ในอุ้งเล็บขององค์กรอาชญากรรมที่ไร้มโนธรรม  เราจำเป็นต้องหาช่องทางเปิดประตูให้พวกเขาสามารถเข้าถึงองค์กรมนุษยธรรมได้  การให้การต้อนรับที่มีความรับผิดชอบและมีเกียรติต่อพี่น้องชายหญิงของเราเริ่มต้นที่การจัดหาที่พักพิงที่เหมาะสมคู่ควรให้กับพวกเขา  การที่ผู้อพยพและผู้ลี้ภัยจำนวนมากพากันแห่มาหาที่พักพิงมิได้เป็นผลดีเลย  ตรงกันข้ามพวกเขาต่างพากันสร้างสภาพการณ์ใหม่ที่น่าอันตรายและยุ่งยากลำบากยิ่งขึ้น  การสร้างองค์กรมนุษยธรรมใหม่ๆผุดขึ้นทั่วไปดูเหมือนจะช่วยให้เราได้เข้าไปสัมผัสเป็นการส่วนตัว มีการบริการที่ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ประสบกับความสำเร็จมากขึ้น

คุ้มครองป้องกันพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16 ทรงชี้ให้เห็นความจริงว่า ประสบการณ์แห่งการอพยพนั้นบ่อยครั้งทำให้ผู้คนมีอันตรายเพิ่มขึ้นในการที่จะถูกเอารัดเอาเปรียบ การล่วงละเมิด และการใช้ความรุนแรง (เทียบ เบเนดิกต์ ที่ 16 สาส์นวันผู้อพยพและผู้ลี้ภัยสากล วันที่ 18 ตุลาคม ค.ศ. 2005)  นี่เรากำลังพูดถึงบรรดาผู้ใช้แรงงานที่ต้องอพยพทั้งชายและหญิงนับล้านๆคนซึ่งในพวกเขาเหล่านี้มีคนเป็นจำนวนมากที่อยู่ในสภาพที่ลำบากผิดปกติเช่นผู้ซึ่งหนีตายที่ต้องการที่พักพิง และผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์  การปกป้องสิทธิอันจะละเมิดเสียมิได้ของพวกเขาและการสร้างหลักประกันให้กับเสรีภาพขั้นพื้นฐานรวมถึงการให้ความเคารพต่อศักดิ์ศรีของพวกเขาและเป็นหน้าที่ของทุกคนโดยไม่มีการยกเว้นใครเลย  การปกป้องพี่น้องชายหญิงของเราเป็นข้อบังคับเชิงศีลธรรมที่อยู่เหนือกฎหมายไม่ว่าจะเป็นระดับชาติหรือระดับสากลซึ่งต้องมีความชัดเจน เหมาะสม ชอบธรรม ต้องเป็นทางเลือกอย่างกว้างขวางทางการเมืองอันดับต้นๆซึ่งต้องมีกระบวนการสร้างสรรค์  ปฏิบัติให้ทันกับกาลเวลา  อีกทั้งการทำโครงการขจัดการค้ามนุษย์ที่สร้างประโยชน์จากความโชคร้ายของผู้อื่น พร้อมกับประสานร่วมมือกันกับทุกฝ่ายซึ่งพวกท่านสามารถมั่นใจได้ว่าหนึ่งในนั้นก็คือพระศาสนจักรคาทอลิก

ส่งเสริมแค่การส่งเสริมอย่างเดียวเท่านั้นยังไม่พอ  สิ่งสำคัญต้องเป็นการส่งเสริมการพัฒนาผู้อพยพและผู้ลี้ภัยแบบองค์รวม  ประเด็นนี้จะ “เกิดขึ้นได้ก็โดยคำนึงถึงความดีสูงสุดของความยุติธรรม สันติสุข และการเอาใจใส่ดูแลสิ่งสร้าง” (สมณลิขิต Humanam Progressionem วันที่ 17 สิงหาคม ค.ศ. 2016)  การพัฒนาตามคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร (เทียบ Compendium of the Social Doctrine of the Church ข้อ 373-374) เป็นสิทธิอันจะปฏิเสธเสียมิได้ของมนุษย์ทุกคน  เมื่อเป็นเช่นนั้นจะต้องได้รับการประกันว่าจะต้องมีการนำมาปฏิบัติจริงในรูปของปัจเจกชนและสังคมโดยให้ทุกคนสามารถเข้าถึงความดีพื้นฐานและเปิดโอกาสให้สามารถที่จะเลือกวิถีแห่งชีวิตได้   ตรงนี้ก็เช่นเดียวกันต้องใช้ความพยายามร่วมกัน สิ่งที่จะชี้ให้เห็นว่าทุกฝ่ายต่างร่วมมือกันต้องมาจากสังคมการเมืองและสังคมพลเรือน องค์กรสากลและสถาบันศาสนา  การส่งเสริมผู้อพยพและครอบครัวของพวกเขาต้องเริ่มที่ประเทศที่เป็นบ้านเกิดเมืองนอนก่อน  นี่ควรเป็นสถานที่แรกซึ่งการส่งเสริมควรที่จะได้รับหลักประกันรวมถึงสิทธิที่จะสามารถอพยพย้ายถิ่นฐานได้ (เทียบ สาส์นของพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 โอกาสวันผู้อพยพลี้ภัยโลก วันที่ 12 ตุลาคม 2012) กล่าวคือ สิทธิในการเลือกที่อยู่ใหม่ซึ่งมีสภาพดีพอสำหรับการดำเนินชีวิตที่เหมาะสม  เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายนี้ต้องสนับสนุนให้ใช้ความพยายามปฏิบัติตามโครงการของความร่วมมือระดับสากลที่ปราศจากซึ่งผลประโยชน์ของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดและโครงการพัฒนาข้ามชาติที่มุ่งเป้าไปยังผู้อพยพเป็นเป้าหมายใหญ่

การผนึกพวกเขาให้สามารถดำเนินชิวิตร่วมในชุมชนการทำให้พวกเขาอยู่ร่วมกับเราได้ในชุมชนซึ่งไม่ใช่เป็นการกลืนพวกเขา หรือทำให้พวกเขาเป็นเหมือนเราเป็นสองกระบวนการซึ่งมีรากฐานอยู่ที่การยอมรับความมั่งคั่งทางวัฒนธรรมของกันและกัน ไม่ใช่เป็นการเอาวัฒนธรรมของตนไปบังคับให้พวกเขาต้องปฏิบัติตามหรือเป็นการไม่สนใจใยดีซึ่งวัฒนธรรมของกันและกัน ซึ่งเสี่ยงกับอันตรายที่จะก่อให้เกิดการเป็นก๊กเป็นฝ่าย  ผู้อพยพมีหน้าที่ต้องไม่ปิดกั้นตัวเองต่อวัฒนธรรมประเพณีโดยการให้ความเคารพต่อกฏหมาย และต้องไม่มองข้ามมิติแห่งกระบวนการที่ต้องพยายามดำเนินชีวิตอย่างสันติสุขกับสมาชิกของประเทศเจ้าภาพ  ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงเห็นความจำเป็นที่ต้องอธิบายให้เห็นถึงความจำเป็นซึ่งสันตะสำนักมีการพูดถึงบ่อยๆ (เทียบ ยอห์น ปอลที่ 2 สาส์นวันผู้อพยพยลี้ภัยโลก วันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1986)  เกี่ยวกับนโยบายที่เอื้อและเป็นคุณประโยชน์ให้กับความพยายามที่จะทำให้ครอบครัวอยู่ร่วมเป็นหนึ่งเดียวกัน  สำหรับชนพื้นเมืองนั้น พวกเขาต้องได้รับการสนับสนุนด้วยการช่วยให้พวกเขาตระหนักและเปิดประตูให้กับกระบวนการอยู่ร่วมกันซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องง่ายและเสร็จสิ้นในทันทีทันใด แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับอนาคต  สิ่งนี้ต้องการโครงการพิเศษซึ่งส่งเสริมการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น  นอกจากนี้สำหรับชุมชนคริสตชนแล้ว การอยู่ร่วมกันอย่างสันติกับผู้คนซึ่งมีวัฒนธรรมแตกต่างในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งยังจะเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นคาทอลิก เพราะเอกภาพซึ่งไม่เป็นอุปสรรคต่อความหลากหลายแห่งชนชาติและวัฒนธรรมแล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งแห่งชีวิตของพระศาสนจักรด้วย  ซึ่งในวันที่พระจิตเจ้าเสด็จมาทรงเปิดกว้างสู่ทุกคนและทรงปรารถนาที่จะน้อมรับทุกคน (เทียบ ยอห์น ปอลที่ 2 สาส์นวันผู้อพยพลี้ภัยโลก วันที่ 5 สิงหาคม ค.ศ. 1987)

       ข้าพเจ้าเชื่อว่ากิริยา 4 คำนี้ บุรุษที่หนึ่งทั้งเอกพจน์และพหูพจน์สำหรับทุกวันนี้เป็นความรับผิดชอบและเป็นหน้าที่ซึ่งเราต้องมีต่อพี่น้องชายหญิงของเราที่ไม่ว่าจะเพราะเหตุผลประการใดต้องระเห็ดระหนจากบ้านเกิดเมืองนอน:  เป็นหน้าที่แห่งความยุติธรรม ของความเป็นพลเมืองที่ดี และของความเอื้ออาทร

       ประการแรกเป็น หน้าที่ของความยุติธรรม  เราไม่สามารถที่จะปล่อยให้ความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจดำเนินต่อไปได้ซึ่งขวางกั้นเรามิให้ใช้หลักการของเป้าหมายสากลแห่งทรัพย์สมบัติและสิ่งที่ดีในโลก  เราทุกคนถูกเรียกร้องให้ต้องร่วมในกระบวนการแจกสรรค์ปันส่วนซึ่งให้ความเคารพ รับผิดชอบ และได้รับแรงบันดาลใจจากบัญญัติแห่งการแจกจ่ายที่เป็นธรรม  “ดังนั้นเราจำเป็นต้องหาหนทางที่ทำให้ทุกคนสามารถที่จะได้รับประโยชน์จากผลผลิตของโลก ไม่ใช่แค่ลดช่องว่างคนมั่งมีและคนที่ต้องพอใจอยู่กับเศษขนมปังเท่านั้น แต่ที่สำคัญคือ เพราะนี่เป็นเรื่องของความยุติธรรม ความเท่าเทียมกัน และการให้ความเคารพต่อชีวิตมนุษย์ทุกชีวิต” (สาส์นวันผู้อพยพและผู้ลี้ภัยสากล วันที่ 8 ธันวาคม ค.ศ. 2016, ข้อ 9)  ปัจเจกชนกลุ่มหนึ่งไม่สามารถที่จะควบคุมครึ่งหนึ่งแห่งทรัพยากรของโลกได้  เราไม่อาจที่จะทนดูคนทั้งโลกมีสิทธิแค่เก็บเศษขนมปังที่ตกหล่นใต้พื้นโต๊ะได้  เราไม่สามารถที่จะเพิกเฉยหรือคิดว่าเราได้รับการยกเว้นจากบัญญัติแห่งศีลธรรมที่เกิดจากความรับผิดชอบร่วมกันในการพิทักษ์โลก ซึ่งเป็นความรับผิดชอบร่วมกันที่บ่อยครั้งเวทีการเมืองระดับโลกย้ำกันบ่อยๆ รวมถึงคำสอนทางการของพระศาสนจักร (เทียบ คำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร. 9; 163; 189; 406)  ความรับผิดชอบร่วมกันนี้ต้องตีความตามหลักแห่งความเอื้ออาทร “ซึ่งให้เสรีภาพในการพัฒนาศักยภาพที่มีอยู่ในทุกสังคม ในขณะเดียวกันก็เรียกร้องให้ต้องมีความรับผิดชอบเพิ่มขึ้นเพื่อความดีส่วนรวมจากผู้ที่มีอำนาจ” (Laudato Si’, 196) การสร้างหลักประกันให้กับความยุติธรรมยังหมายถึงการปรับประวัติศาสตร์ให้สอดคล้องกับสภาพโลกาภิวัตร์ในยุคปัจจุบันด้วยโดยไม่ดื้อรั้นอยู่แต่ในกรอบความคิดที่มัวแต่จะเอารัดเปรียบผู้คนและสถานที่ซึ่งใช้เล่ห์เหลี่ยมการตลาดเพื่อเพิ่มพูนความมั่งคั่งให้กับคนบางคน  พระสันตะปาปาเบเนนดิกต์ ที่ 16 ทรงกล่าวยืนยันว่ากระบวนการปลดปล่อยการสร้างอาณานิคมให้เป็นอิสระชลอตัวลง “เพราะรูปแบบใหม่ของการสร้างอาณานิคมและการยึดติดอยู่กับอำนาจทั้งเก่าและใหม่และเพราะความไม่รู้จักรับผิดชอบภายในประเทศเองที่ได้รับอิสระภาพ” “สมณลิขิต Caritas in Veritate, ข้อ 33) ทุกสิ่งที่กล่าวมานี้จำต้องมีการจัดการกันใหม่

       ประการที่สองต้องมี หน้าที่ของความเป็นพลเรือนที่ดี  หน้าที่ของเราต่อผู้อพยพย้ายถิ่นเป็นการนำเอาหลักการและคุณค่าของการต้อนรับและความเป็นพี่น้องกันกอปรเป็นความเอื้ออาทรปกติของมนุษย์และความเฉลียวฉลาดที่สามัญสำนึกของเรารับมา  หลักการและคุณค่าดังกล่าวมีการจารึกเป็นประวัติศาสตร์อยู่ในปฎิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ในการประชุม และข้อตกลงระหว่างชาติมากมาย  “ผู้อพยพยทุกคนเป็นมนุษย์ที่มีสิทธิพื้นฐานอันจะละเมิดเสียมิได้ที่ต้องได้รับความเคารพจากทุกคนและในทุกกรณี” (ibid.,  62)  จึงจำเป็นที่ทุกวันนี้ยิ่งกว่าสมัยใดที่เราจำเป็นต้องยืนยันถึงความเป็นศูนย์กลางของมนุษย์ที่เป็นปัจเจกบุคคลโดยไม่ยอมให้สิ่งแวดล้อมใด สถาบัน หรือการบริหารจัดการใดๆมาขัดขวางศักดิ์ศรีนี้ เฉกเช่นที่พระสันตะปาปานักบุญยอห์ ปอลที่ 2 ตรัสไว้ว่า “สภาพทางกฎหมายผิดปกติไม่สามารถที่จะปล่อยให้ผู้อพยพสูญเสียศักดิ์ศรีของตนได้ เพราะเขามีสิทธิ์ที่ไม่สามารถละเมิดได้ซึ่งไม่สามารถที่จะไปลบล้างหรือละเลย” (ยอห์น ปอลที่ 2 สาส์นวันผู้อพยพและผู้ลี้ภัยโลก วันที่ 25 กรกฎาคม ค.ศ. 1995)   การทำหน้าที่พลเรือนยังจะก่อให้เกิดซึ่งคุณค่าแห่งภราดรภาพซึ่งพบได้ในธรรมชาติภายในที่เกิดขึ้นเองในตัวมนุษย์  “การตระหนักอย่างจริงจังในความสัมพันธ์กันระหว่างมนุษย์จะช่วยให้เรามองและปฏิบัติกับผู้อื่นดุจพี่ดุจน้อง ซึ่งหากปราศจากซึ่งความเป็นภราดรภาพกันแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่เราจะสร้างสังคมที่เป็นธรรมและสันติถาวร” (สาส์นวันผู้อพยพย้ายถิ่นและผู้ลี้ภัยสากล วันที่ 8 ธันวาคม ค.ศ. 2013)  ภราดรภาพเป็นวิถีสามัญที่สุดที่เราจะมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น มันไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยต่อตัวเรา ตรงกันข้ามมันช่วยส่งเสริม ยืนยัน และทำให้ตัวเรามั่งคั่งยิ่งขึ้นในความเป็นอัตลักษณ์ของเรา (เทียบ เบเนดิกต์ที่ 16 คำปราศรัยต่อผู้เข้าประชุมในการประชุมวิชาการเกี่ยวกับ “การเปลี่ยนอัตลักษณ์ของปัจเจกชน” วันที่ 28 มกราคม ค.ศ. 2008)

       สุดท้าย ยังมี หน้าที่แห่งความเอื้ออาทร  ท่ามกลางวิบากกรรมที่คร่าชีวิตผู้อพยพและผู้ลี้ภัยไปมากมาย  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความขัดแย้ง การเบียดเบียน การละเมิด การใช้ความรุนแรง ความตายการแสดงออกถึงความเห็นอกเห็นใจและความสงสารต้องช่วยกระตุ้นให้เราสำนึกขึ้นทันที “น้องของท่านอยู่ที่ไหน” (ปฐก. 4: 9)   คำถามที่พระเจ้าถามมนุษย์ตั้งแต่แรกมันรวมถึงเราด้วยโดยเฉพาะในทุกวันนี้เกี่ยวกับบรรดาพี่น้องชายหญิงของเราซึ่งกลายเป็นผู้อพยพ  นี่ไม่ได้เป็นคำถามที่ถามผู้อื่น แต่เป็นคำถามที่ถามตัวข้าพเจ้า ตัวท่านและตัวเราแต่ละคน” (บทเทศน์ที่อัฒจันทร์ Salina Quarter, Lampedusa วันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ. 2013)  ความเอื้ออาทรเกิดขึ้นก็เพราะความสามารถเข้าใจความเดือดร้อนของบรรดาพี่น้องที่ตกอยู่ในความทุกข์ยากและเกิดความรับผิดชอบในการที่จะต้องช่วยเหลือ  พูดสั้นๆคือ ต้องมีพื้นฐานอยู่ในคุณค่าที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งการให้การต้อนรับที่มีอยู่ในขนบธรรมเนียมประเพณีแห่งศาสนา  สำหรับเราที่เป็นคริสตชนแล้ว การช่วยเหลือผู้เดินทางที่อ่อนอันเป็นการช่วยพระคริสตเจ้าเองโดยผ่านผู้คนหน้าใหม่ “เราเป็นคนแปลกหน้า ท่านก็ต้อนรับ” (มธ. 25: 35)  หน้าที่แห่งความเอื้ออาทรเป็นการเผชิญหน้ากับวัฒนธรรมการกินทิ้งกินขว้างและให้ความสนใจกับผู้ที่อ่อนแอที่สุด ยากจนที่สุด และตกอยู่ในอันตรายมากที่สุด  ดังนั้น “ทุกคนจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนทัศนคติต่อผู้อพยพและผู้ลี้ภัยด้วยการยุติทัศนคติที่คิดว่าต้องป้องกันตัวเองหรือกลัว ทัศคติที่เพิกเฉยและทัศนคติที่ปล่อยให้พวกผู้อพยพอยู่ตามชายขอบสังคม ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้เป็นวัฒนธรรมแห่งการกินทิ้งกินขว้าง เราต้องหันกลับไปหาทัศนคติที่มีพื้นฐานอยู่ในวัฒนธรรมแห่งการเผชิญหน้า อันเป็นวัฒนธรรมประการเดียวที่จะสามารถสร้างโลกให้ดีขึ้น ยุติธรรมมากขึ้นและมีความเป็นพี่น้องกันมากขึ้นได้” (สาส์นวันผู้อพยพและผู้ลี้ภัยสากล วันที่ 5 สิงหาคม ค.ศ. 2013)

       ก่อนจบการไตร่ตรองนี้ ข้าพเจ้าขอเรียกร้องความสนใจของท่านอีกครั้งเกี่ยวกับความเสี่ยงของผู้อพยพ ผู้ที่ถูกเนรเทศ และผู้ลี้ภัย ซึ่งเราถูกเรียกร้องให้ต้อนรับ ปกป้อง ส่งเสริม และผนึกให้พวกเขาสามารถดำเนินชีวิตร่วมกับเรา  ข้าพเจ้าหมายถึงเด็กและเยาวชนที่ถูกบังคับให้ต้องดำเนินชีวิตห่างไกลจากมาตุภูมิและต้องพรากจากคนที่ตนรัก ข้าพเจ้าขอมอบสาส์นล่าสุดของวันผู้อพยพย้ายถิ่และผู้ลี้ภัยแก่พวกเขาโดยการเน้นว่า “เราจำเป็นต้องทำงานร่วมกันในการปกป้องพวกเขาและช่วยพวกเขาให้สามารถดำเนินชีวิตร่วมกันกับพวกเราเพื่อที่ช่วยกันแก้ปัญหาในระยะยาว” (สาส์นวันผู้อพยพและผู้ลี้ภัย วันที่ 8 กันยายน ค.ศ. 2016)

       ข้าพเจ้าหวังว่าสองวันที่ผ่านมานี้คงจะก่อให้เกิดผลงานที่ดีอย่างเต็มที่  ข้าพเจ้าอธิษฐานภาวนาให้ทุกคน และขอได้โปรดภาวนาสำหรับข้าพเจ้าด้วย

       ขอขอบคุณ