slide1 slide3 slide2 slide4

“ศาสนาเป็นธรรมชาติของมวลมนุษย์”

“ศาสนาเป็นธรรมชาติของมวลมนุษย์”

หนังสือพิมพ์ L’Osservatore Romano พิมพ์บทความของสมณมนตรีแห่ง

สมณสภาเพื่อการเสวนาระหว่างศาสนา เชิญชวนให้ไตร่ตรอง

 

“ศาสนาเป็นธรรมชาติของมวลมนุษย์” เป็นบทความในหนังสือพิมพ์ของสันตะสำนัก L’osservatore Romano ฉบับภาษาอิตาเลียน วันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 2017 ซึ่งเป็นบทความเชิญชวนให้ไตร่ตรองของสมณสภาเพื่อการเสวนาระหว่างศาสนา

 

        สมณมนตรีแห่งสมณสภาเพื่อการเสวนาระหว่างศาสนาให้ข้อสังเกตว่า “การตัดศาสนาออกจากเหตุผลเท่ากับเป็นการทำให้คนพิการซึ่งถูกสร้างขึ้นตามพระฉายาของพระเจ้า”  ท่านเตือนว่า “คนที่เข้าถึงศาสนาไม่อาจมีข้อขัดแย้งระหว่างความเชื่อกับเหตุผลได้” ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความคิดของสมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16 ในคำปราศรัยของพระองค์ที่เมืองรีเกนส์เบิร์กเมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 2016

        “คริสตชนควรภาคภูมิใจเกี่ยวกับความเชื่อของเรา เพราะนี่คืออนาคตของมนุษยชาติ” พระคาร์ดินัลโตร็องอธิบายซึ่งท่านหมายถึงการเสวนาระหว่างศาสนา ซึ่ง “จะเริ่มต้นเสมอจากการยึดถือในความเชื่อของตน แต่หลีกเลี่ยงที่จะไม่ถือว่าทุกศาสนาดีเท่ากันหมด” (ลักษณะเอาความเชื่อทุกศาสนามาใส่ในตะกร้าเดียวกัน Syncretism)  “ศาสนาคริสต์มิใช่เป็นแค่เพียงความคิดแต่เป็นความจริง: พระเจ้าทรงเสด็จมารับสภาพมนุษย์”  การเสวนา “ในความจริง” คือ “การส่งเสริมโลกนี้ให้เกิดความยุติธรรมและสันติสุข ซึ่งจะต้องดำรงอยู่ควบคู่กันไป”

โลกที่นิยมใช้ความรุนแรงและความแปลกประหลาด

        ด้วยโจทย์ที่ว่า “พวกเราที่เจริญชีวิตอยู่ในโลก ซึ่งเผชิญกับบางคน บางกลุ่มนิยมใช้ความรุนแรงที่แบ่งแยกและทำลายล้าง  นี่เป็นโลกประหลาด: ไม่ว่าอะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น แค่คิดถึงเรื่องการก่อการร้ายก็พอแล้ว  ซึ่งยากที่จะทำนายว่าวิวัฒนาการของศตวรรษที่ 21 มีลักษณะเช่นใด  ผู้นำการเมืองจำนวนมากกำลังใช้ความคิด และนักวิชาการจำนวนไม่น้อยก็พากันสงสัยว่า ในโลกนี้ยังพอจะมีพื้นที่หรือหน่วยงานใดที่จะสามารถควบคุมได้  เราไม่แน่ใจว่ารัฐบาลของประเทศต่างๆจะสามารถหามาตรการรับรองความปลอดภัยให้กับสังคมและปกป้องสิ่งสร้างได้”

        เพราะฉะนั้นจึงน่าตั้งคำถามขึ้นมาว่า “ในโลกของเรานี้ พวกเราสามารถเชื่อในพระเจ้าได้ไหม?”  และแน่นอนเราต้องมั่นใจด้วยคำตอบเองว่า “เราสามารถเชื่อได้ร้อยเปอร์เซ็นต์”

        เราอาจอธิบายได้ดังนี้ว่า “โลกแห่งเทคโนโลยีซึ่งมองเห็นแต่อำนาจของสิ่งที่เป็นประโยชน์ยังเป็นโลกที่ความหลากหลายของวัฒนธรรม ศาสนา ความเชื่อของบุคคล การขาดการถ่ายทอดคุณค่าและแบบฉบับที่ดีล้วนทำให้ “สิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์” และสิ่งเหนือธรรมชาติบางอย่างกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ควรแก่การพินิจพิจารณา”

        สมณมนตรีแห่งสภาเพื่อการเสวนาฯ ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า “หากการปฏิบัติศาสนกิจ อย่างน้อยในสังคมโลกตะวันตก ศีลธรรมเสื่อมลง ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่ทำให้เราเข้าใจโลกของเราทุกวันนี้ได้ดียิ่งขึ้น  เพราะเกิดจากความไม่สนใจในเรื่องศาสนานั่นเอง”

วิสัยทัศน์เพื่อเข้าสู่การเสวนา

        จุดยืนของพระศาสนจักรในบริบทนี้ว่า “คริสตชนมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ โลกที่พระเจ้าทรงรัก โลกที่พระเจ้าทรงปลูกพืชพันธุ์เพื่อให้เกิดดอกออกผล  มนุษย์จะต้องรับรู้เหนือสิ่งใดว่า ตนเองเป็นสิ่งสร้างและขึ้นอยู่กับอีกผู้หนึ่งซึ่งเรียกว่าพระเจ้า นี่จะต้องเป็นวิสัยทัศน์ของมนุษย์และของโลกที่สามารถนำไปสู่การสัมผัสและการเสวนา”

        อย่างไรก็ตามศตวรรษนี้เรียกร้องให้พวกเราต้องสนใจกับปัญหาเรื่องความเป็นอยู่ของชีวิตเราในปัจจุบัน “เพราะความแปลกประหลาดต่างๆที่ทำให้ชีวิตของเราเกิดความยุ่งยาก ไม่ต้องอะไรมากเพียงแค่คิดถึงสงครามในขณะปัจจุบันไม่ว่าขนาดเล็กหรือใหญ่  สภาพมวลอากาศเป็นพิษและแปรปรวน วิกฤตการเงินหลังระบบเศรษฐกิจล้มเหลวในศตวรรษที่แล้ว  มนุษย์ชายหญิงแห่งยุคนี้กำลังถามตนเองอีกครั้งหนึ่งถึงความหมายของการมีชีวิตและความตาย  เยาวชนจำนวนมากต่างสับสนกับความเกินเลย ดูเหมือนว่าชัยชนะแห่งวิทยาศาสตร์อันน่าพิศวงสามารถก่อให้เกิดอันตรายถ้าหากไม่มีการควบคุมและเยาวชนมิได้ถูกอบรมเป็นอย่างดี เราทุกคนต่างตระหนักกันดีว่ามนุษย์เป็นสิ่งสร้างแต่ผู้เดียวที่สามารถตั้งคำถามให้กับตนเอง  นี่คือมโนธรรมและศักยภาพที่จะไตร่ตรองถึงเป้าหมายสุดท้ายของตนเอง ถึงความหมายของชีวิตและความตาย ซึ่งทำให้มนุษย์แตกต่างจากอาณาจักรของผักหญ้าและสัตว์ต่างๆ

        นี่คือเหตุผลที่ทำให้ต้องตระหนักว่า “ศาสนามิใช่เป็นสิ่งชั่วคราวในระยะเวลาใดเวลาหนึ่งของประวัติศาสตร์” แต่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ซึ่งองค์ประกอบพื้นฐาน 3 ประการของนักปรัชญาชื่อ Emmanuel Kant ซึ่งถือว่ามีความถูกต้องอยู่เสมอ ที่ท่านถามตนเองว่า “ฉันสามารถรับรู้อะไรได้บ้าง? ฉันสามารถทำอะไรได้บ้าง? ฉันสามารถหวังในอะไรได้บ้าง?  น่าสนใจที่จะหวนกลับไปอ่านและไตร่ตรองในสมณสาส์น “Nostra Aetate” ซึ่งเป็นการประกาศของสภาสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 เกี่ยวกับการเสวนาระหว่างศาสนาซึ่งมีการเน้นกันมาก ตั้งแต่อารัมภบทว่า “มนุษย์คาดหวังคำตอบจากศาสนาต่างๆเกี่ยวกับปัญหาล้ำลึกที่ซ่อนอยู่ในสภาพของความเป็นมนุษย์ซึ่งเมื่อก่อนเช่นเดียวกับสมัยนี้รบกวนจิตใจมนุษย์เราเป็นอย่างมาก  มนุษย์เป็นอะไร?  ความหมายและจุดจบแห่งชีวิตคืออะไร?  อะไรคือความดีและอะไรคือบาป?  จุดกำเนิดและจุดจบแห่งความทุกข์ การทรมานในชีวิตนี้คืออะไร?  หนทางสู่ความสุขแท้จริงอยู่ที่ไหน? ความตาย? […]”  

ความเชื่อและเหตุผล

        ความจริงที่ว่า “การตัดศาสนาออกจากเหตุผลเท่ากับเป็นการทำให้มนุษย์พิการซึ่งถูกสร้างขึ้นในพระฉายาของพระเจ้า”  ความเชื่อเป็นความจริงของการเชื่อในองค์พระเจ้า เชื่อพระสัจธรรมต่างๆด้วยชีวิตจิตใจที่ยึดมั่นซึ่งเป็นหลักประกันให้กับความถูกต้องแน่นอน  ส่วนเหตุผลนั้นเป็นปัจจัยความสามารถในการคิดและตัดสินว่าอะไรเป็นสิ่งที่ดี  การนำเอาสองคำนี้คือเหตุผลและความเชื่อมาผนึกเข้าด้วยกัน อาจตีความได้ว่าเป็นสองลักษณะ 1. ความลงตัวระหว่างสองคำนี้เป็นอย่างดี หรือว่า 2. เป็นความขัดแย้งกัน”

        ความรู้ของมนุษย์มี “ต้นตอที่อาจเป็นไปได้อยู่ 2 ประการ” นั่นคือเหตุผลและความเชื่อ  แต่ทั้งสองสิ่งนี้เป็น “ความจริงที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง”  อาศัยปัญญามนุษย์สามารถรู้จักพระเจ้าเท่าที่พระองค์ทรงเป็นพระผู้สร้าง (สมณธรรมนูญ Dei Filius)  ส่วนความเชื่อนั้นเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะทำให้เรารู้ กล่าวคือต้องได้รับการไขแสดงจากพระเจ้า กล่าวคือเป็นพระเจ้าแสดงพระองค์เอง มิใช่มนุษย์ที่แสวงหาพระเจ้า จึงเห็นได้ว่าเพราะเหตุใดคริสต์ศาสนาจึงมิใช่ศาสนาโดยใช้สมองอย่างเดียวแต่เป็นการไขแสดงจากองค์พระเจ้าเอง ดังนั้นความเชื่อจึงเป็นบ่อเกิดแห่งความรู้แต่ด้วยอีกหนทางหนึ่ง แม้ว่าจะอยู่เกินเลยเหตุผล  กระนั้นศาสนาก็ไม่สามารถที่จะเป็นความขัดแย้งกันระหว่างเหตุผลและความเชื่อ เพราะเป็นพระเจ้าพระองค์เดียวกันที่ทำการไขแสดงพระธรรมล้ำลึกของพระองค์ ถ่ายทอดความเชื่อมายังเรา และพระองค์ยังทรงประทานความสว่างแห่งเหตุผลลงในจิตใจมนุษย์ให้เข้าใจอีกด้วย”

        สมณมนตรีแห่งสมณสภาเพื่อการเสวนาระหว่างศาสนาไม่ยอมรับการอ้างที่ว่าความเชื่อและเหตุผลเป็นความขัดแย้งกัน “เราขอยืนยันว่าความเชื่อซึ่งในขณะเดียวกันเป็นเวลาแห่งการสัมผัสและเป็นสาส์นที่มีมาถึงมนุษย์ซึ่งโดยธรรมชาติแล้ว สามารถที่จะรู้จักพระเจ้าได้”  แต่มีความจำเป็นที่จะต้องหลีกเลี่ยงการเลยเถิดไป 2 ประการ กล่าวคือประการแรกเป็นคุณสมบัติของศาสนาที่ตั้งขึ้นด้วยอารมณ์ และประการที่สองคือ การถือว่าทุกศาสนาดีเท่าเทียมกันหมดซึ่งยินยันว่ามีแต่ความจริงเชิงวิทยาศาสตร์ที่มีเหตุมีผลและพิสูจน์ได้เท่านั้นที่มีความน่าเชื่อถือ

เสรีภาพของมนุษย์

        “เราอาจกล่าวได้ว่าพระเจ้ามิใช่เป็นผลแห่งสมการหรือตรรกศาสตร์ เพราะว่าในกรณีนี้เราจะถูกบีบบังคับให้เชื่อและเท่ากับว่าพระองค์เป็นผู้ที่ไร้ซึ่งเหตุผล  พระองค์ทรงอยู่เหนือเหตุผล และเราสามารถที่จะพูดเลยไปกว่านี้ได้ว่าพระองค์ทรงมีอัตลักษณ์แห่งการมีเหตุผลสูงสุดในพระองค์เอง  คาร์ดินัลนิวแมนเขียนไว้ว่า “ความยากลำบากร้อยแปดพันอย่าง ก็ไม่สามารถที่จะก่อให้เกิดความสงสัยได้” และนักปรัชญาปาสกัลเน้นว่า “พระเจ้าทรงประทานแสงสว่างให้มนุษย์เพียงพอที่จะเชื่อในพระองค์และทรงประทานความมืดเพียงพอที่จะไม่ให้มนุษย์ถูกบีบบังคับให้ต้องเชื่อ  ให้เรามองปัญหาแห่งเสรีภาพมนุษย์ต่อพระพักตร์พระเจ้า”

        การที่มนุษย์ตีตนออกห่างจากพระเจ้าเพราะอิทธิพลของเทคโนโลยี  “โลกของเทคโนโลยีที่เราอาศัยอยู่นี้ได้แยกมนุษย์ออกจากมิติฝ่ายจิต  มนุษย์มีความรู้สึกว่าตนมีอำนาจถึงขั้นที่ทำการสร้างตนเองขึ้นมา  ประสิทธิภาพและผลกำไรเข้ามาแทนที่การแสวงหาความจริง  เมื่อแยกตัวเองออกจากคริสตศาสนาแล้ว วิทยาศาสตร์ก็จะเหลือเป็นเพียงของขวัญชิ้นหนึ่งที่มีวันจะสูญสลายไป เพราะมันสามารถนำเอามาใช้เพื่อจุดหมายที่ไม่สอดคล้องกับการรับใช้มนุษยชาติที่แท้จริง”

อนาคตของมนุษยชาติ

        “เราควรภูมิใจในความเชื่อของเรา เพราะนี่เป็นการมอบอนาคตให้กับมนุษยชาติ  ในฐานะที่เป็นคริสตชนเราได้รับความรักและการให้อภัย และเราไม่สามารถที่จะเก็บเอาแสงสว่างที่ให้ความสว่างแก่ตัวเราไว้เพียงลำพัง  ในชีวิตครืสตชนมีความจำเป็น 2 ประการ 1. เรามีหน้าที่ต้องนำความสว่างดังกล่าวไปสู่ทุกคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้คนที่ไม่มีความหวัง  เพราะฉะนั้นเราต้องเตรียมจิตใจให้พร้อมบริการ 2. ความสามารถที่จะให้เหตุผลสำหรับความเชื่อของตน หลังความจำเป็นประการแรก กล่าวคือ มีความภูมิใจในการที่เราเป็นคริสตชน นั่นคือ เพื่อที่จะได้รับความยิ่งใหญ่แห่งพระธรรมล้ำลึกในพระเจ้า

        ภายในกรอบนี้เอง การเสวาระหว่างศาสนาเป็นพันธกิจที่อยู่ในดวงใจของพระศาสนจักร “ในสังคมหลากหลายที่เราดำเนินชีวิตอยู่ การเสวนาระหว่างศาสนากลายเป็นความจำเป็น  ซึ่งต้องเริ่มต้นเสมอด้วยการปฏิบัติตามความเชื่อของตนก่อน แต่ระวังมิให้ถือว่าทุกศาสนามีความเท่าเทียมกัน นั่นหมายความว่าเรามีวัฒนธรรมศาสนาที่สามารถทำให้เราเสวนาในความจริงได้  เราต้องก้าวข้ามคำสอนในวัยเด็กของเรา  เมื่อเราสนทนากับผู้นำสังคมที่มีความรู้สูง เป็นเรื่องน่าแปลกที่พบว่าพวกเขาช่างไม่เป็นประสาอะไรเลยเกี่ยวกับมิติศาสนาและบ่อยครั้งวิสัยทัศน์เกี่ยวกับความเชื่อของพวกเขายังเป็นเหมือนกับของเด็กอมมืออยู่”

รากฐานแห่งวัฒนธรรม

        ข้อความจริงต่อมา “พระศาสนจักรเจริญชีวิตในฐานะที่เป็นชุมชนหนึ่งเดียวกัน”  พร้อมกับอธิบายว่า “การเป็นที่สะดุดและการทรยศของคริสตชนไม่อาจมีพลังเหนือความรักได้ แค่คิดเพียงผลงานอันน่าพิศวงของบรรดาซิสเตอร์ในประเทศที่สามก็พอแล้ว  ซึ่งไม่ใช่เวลาที่จะมานั่งเสียใจแล้วหมดกำลังใจในการทำพันธกิจ  เราต้องไม่บังคับแต่ต้องนำเสนอพระเจ้าผู้ที่เราเชื่อผู้ที่ทำให้เรามีความพอใจในพระพรสองประการ คือปัญญาที่จะเข้าใจและหัวใจที่จะรัก  เราต้องไม่คิดว่าทุกวันนี้พระเจ้าไม่ทรงสนใจในมนุษย์ เราไม่สามารถที่จะทอดทิ้งพระเยซูเจ้าได้ เราสามารถพบกับพระเยซูเจ้าได้ซึ่งต้องขอบคุณพระศาสนจักร การแสวงหาพระเจ้าและความพร้อมที่จะสดับฟังพระองค์สำหรับทุกวันนี้ยังคงเป็นรากฐานแห่งวิฒนธรรมที่เป็นความจริงถ่องแท้อยู่เสมอ”

        อนาคตของมนุษยชาติ เราต้องถามตัวเองว่า “การมีส่วนร่วมของเราต่อโลกในวันหน้าจะเป็นอย่างไร? เราจะเป็นผู้มอบแรงบันดาลใจหรือจะเป็นผู้ที่ร่วมเดินทางไปเฉยๆ?” “นี่เป็นเรื่องยากที่จะให้คำตอบ” เราต้องมีความมั่นใจว่า “คริสตศาสนาซึ่งไม่เคยปรากฏเป็นสากลเฉกเช่นทุกวันนี้จะสามารถทำให้โลกาภิวัติเกิดประโยชน์ได้  ซึ่งในตัวมันเองเป็นสิ่งที่ดี นั่นคืออาศัยพระวาจาต้นฉบับและความคิดริเริ่มและความเป็นอัตลักษณ์จำเพาะของคริสตศาสนา พระศาสนจักรสามารถที่จะมอบให้กับโลกได้  คริสต์ศาสนามิใช่เป็นแต่เพียงความคิดแต่เป็นความจริง  พระเจ้าทรงเสด็จมารับสภาพมนุษย์  พระศาสนจักรยังคงจะทำให้มนุษย์ “ที่หลงทาง” แห่งศตวรรษนี้พิจารณาไตร่ตรองตนเองเกี่ยวกับกระแสเรียกของตน และเกี่ยวกับความจำเป็นที่จะต้องส่งเสริมโลกที่มีความยุติธรรมและสันติสุข  เราทุกคนมีบทบาทที่ต้องแสดง  พระศาสนจักรความห่วงใยเยาวชนเป็นพิเศษซึ่งบ่อยครั้งเป็น “ทายาทที่ไม่มีมรดก” และเป็น “ผู้สร้างที่ไม่มีต้นแบบ”  เราในฐานะที่เป็นคริสตชนต้องร่วมมือร่วมใจกับพระศาสนจักรและในพระศาสนจักร”

 

(วิษณุ ธัญญอนันต์  เก็บบทความเชิงวิชาการนี้มาเพื่อช่วยกันไตร่ตรอง)