slide1 slide3 slide2 slide4

การสนทนาของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสกับนักบินยานอวกาศ

การสนทนาของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส

กับนักบินยานอวกาศ

ถ่ายทอดตรงจากสถานียานอวกาศถึงนครรัฐวาติกัน

 

 

 

            วันพฤหัสบดีที่ 26 ตุลาคม 2017 เวลาบ่าย 3 โมง (เวลากรุงโรม) จากห้องประชุมเปาโลที่ VI สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงติดต่อทางวิดิโอกับลูกเรือของสถานียานอวกาศ “Mission 53”  ซึ่งล่องลอยอยู่เหนือชั้นบรรยากาศโลก 400 กิโลเมตร (อยู่ในชั้น ไอโอโนสเฟียร์ (ionosphere) เป็นชั้นบรรยากาศที่อยู่เหนือระดับโอโซโนสเฟียร์ขึ้นไปประมาณ 50-600 กิโลเมตรจากระดับน้ำทะเลประกอบด้วยอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า ซึ่งเรียกว่า ไอออน (ion) สามารถสะท้อนคลื่นวิทยุความถี่ไม่สูงนักได้ เช่น วิทยุระบบ A.M. จึงเป็นประโยชน์ในการใช้วิทยุสื่อสารระยะไกลได้)

 

        ลูกเรือประกอบด้วย Randolph Bresnik (U.S.A.) ผู้บัญชาองค์การ NASA, Paolo Nespoli (Italy) วิศวกร, Mark T. Vande Hei (U.S.A.) วิศวกร NASA, Joseph Acaba (U.S.A. เชื้อสายแปร์โตรีโก) วิศวกร NASA, Sergey Ryazanskry (Russia) วิศวกร และ Alexander Misurkin (Russia) วิศวกร

        ผู้ที่อยู่ในห้องประชุมขณะที่มีการสนทนากันได้แก่ Roberto Battiston ประธานของค์กรดาวเทียมแห่งอิตาลี  และ Josef Aschbacher  ผู้อำนวยการหอสังเกตโลกแห่งองค์กรสังเกตการณ์ดาวเทียวแห่งยุโรป

        การสนทนาของลูกเรือยานอวกาศมีความยาว 25 นาที  สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงตั้ง 5 คำถามให้กับนักบินยานอวกาศแล้วลงท้ายด้วยการแสดงความปรารถนาดีแก่พวกเขา

* * *

การสนทนระหว่างสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสกับนักบินยานอวกาศ

สวัสดีทุกคน

ดร. เปาโล เนสโปลี (Dr. Paolo Nespoli): ผมขอกล่าวสวัสดีแด่สันตะบิดา  ขอต้อนรับสู่ยานอวกาศกับพวกเราในการสำรวจครั้งที่ 52 และ 53

พระสันตะปาปา:

อรุณสวัสดิ์ ... หรือ สวัสดียามเย็น ... เพราะเมื่อเราอยู่ในอวกาศเราไม่รู้ว่าเป็นเวลาไหน  ดร. เนสโปลีและคณะนักบินยานอวกาศที่รักทุกท่าน ข้าพเจ้าคิดว่าในกระสวยอวกาศ การนับวันเวลาแตกต่างออกไปจากเวลาในโลกใช่หรือไม่ใช่?  ขอขอบใจพวกท่านทุกคนที่จัดให้มีการต่อสายเชื่อมโยงการสนทนาครั้งนี้ ซึ่งทำให้ข้าพเจ้ามีโอกาส “พบ” พวกท่านเพื่อจะถามอะไรบางอย่าง  ขอเริ่มคำถามแรกเลยนะ

(คำถาม 1)  วิชาดาราศาสตร์ทำให้เราคิดและไตร่ตรองกันเกี่ยวกับขอบฟ้าแห่งจักรวาลที่ไร้ขอบเขตแล้วทำให้เกิดคำถามขึ้นในตัวเราว่า เรามาจากไหน? เรากำลังจะไปไหน?  ดร. เนสโปลี ขอถามท่านหน่อยว่าในประสบการณ์เกี่ยวกับเวหา ท่านคิดอย่างไรเกี่ยวกับจุดยืนของมนุษย์ในจักรวาล?

Paolo Nespoli: ข้าแต่บิดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ นี่เป็นคำถามที่ค่อนข้างซับซ้อน ข้าพเจ้าเป็นเพียงช่างเทคนิค ผมเป็นวิศวกรยานอวกาศ  หากจะคุยกันเรื่องเครื่องจักรกลหรือประสบการณ์ข้าพเจ้ารู้สึกตอบง่ายกว่าและสบายใจมากกว่าครับ  แต่หากจะพูดกันเรื่องภายในลึกๆ “เรามาจากไหน...แล้วจะไปไหน?”  กระผมรู้สึกต้องไตร่ตรองอย่างหนักและสับสนนิดหน่อย  นี่เป็นการสนทนาที่ละเอียดอ่อนมาก กระผมคิดว่าเป้าหมายของคนเราต้องทราบความเป็นตัวตนของเราก่อน ต้องใฝ่หาความรู้เพื่อที่จะทราบสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา การทำเช่นนี้เป็นเรื่องน่าสนใจ เพราะยิ่งเราเรียนรู้ เราก็ยิ่งจะทราบว่าเรานั้นมีความรู้น้อยมาก  ข้าพเจ้าชอบบุคคลแบบพระองค์ท่านมากเลย เพราะไม่ใช่เป็นแค่วิศวกรหรือเป็นแค่นักฟิสิกส์ แต่การเป็นนักเทวศาสตร์ นักปรัชญาศาสตร์  นักกวี นักเขียน ...อยากให้พวกนี้มาอยู่ในกระสวยอวกาศด้วย ซึ่งแน่นอนว่าอนาคตจะต้องเป็นเช่นนี้ กระผมอยากให้พวกเขามาอยู่กับเราเพื่อค้นคว้าหาความหมายในแง่มุมต่างๆถึงการที่มีมนุษย์อยู่ในอวกาศพบอะไรบ้าง

สมเด็จพระสันตะปาปา (Holy Father): ที่ท่านพูดนั้นเป็นความจริงทีเดียว

(คำถาม 2)  ในห้องที่ข้าพเจ้ากำลังสนทนากับพวกท่านนี้ คิดว่าพวกท่านพอจะมองเห็นภาพลวดลายตามฝาผนังที่เป็นคำคมโดนใจซึ่งนักกวี Dante ลงท้ายเรื่อง Divine Comedy ว่า “The Love that Moves the Sun and the Other Stars” - ความรักที่ขับเคลื่อนดวงอาทิตย์และดวงดาว – (Paradise, XXXIII, 145)  ขอถามท่านว่า คำกล่าวนี้มีความหมายอะไรบ้างสำหรับท่านในฐานะที่ท่านเป็นวิศวกรและนักบินยานอวกาศดังที่ท่านกล่าว  นี่มีความหมายอะไรบ้างสำหรับท่านในการเรียกพลังที่ขับเคลื่อนจักรวาลว่าเป็น “ความรัก”? 

Dr. Paolo Nespoli: ข้าแต่บิดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ กระผมขอให้เพื่อนนักบินอวกาศ Aleksandr Misurkin ขาวรัสเซียเป็นผู้ตอบพระองค์เป็นภาษารัสเซีย

 [Misurkin ตอบเป็นภาษารัสเซีย]

 Paolo Nespoli: ข้าแต่บิดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ ข้าพเจ้าคงจะทำให้พระองค์แปลกใจด้วยคำตอบที่เป็นภาษารัสเซีย ไม่ทราบว่าพระองค์มีคนช่วยแปลหรือไม่ หรือว่าจะให้กระผมสรุปสั้นๆ

พระสันตะปาปา (Holy Father):

ขอให้สรุปสั้นๆก็แล้วกัน

Paolo Nespoli แปล:  เพื่อน Aleksandr ให้คำตอบที่สวยงามมากเป็นภาษารัสเซีย ซึ่งข้าพเจ้าพอจะสรุปได้ดังนี้  เขาอ้างถึงหนังสือเล่มหนึ่งที่เขากำลังอ่านในขณที่อยู่ในสถานีอวกาศนี้เพื่อไตร่ตรอง หนังสือเล่มนี้ชื่อว่า The Little Prince of Saint Exupery (เจ้าชายน้อยแห่งเซ็นต์เอ็กซูเปรี)  เขาเล่าเรื่องนี้ด้วยความชื่นชมยินดี พร้อมกับบอกว่าเมื่อเขาเดินทางกลับไปยังโลกเขาจะใช้ชีวิตของเขาเพื่อเอาใจใส่ดูแลพืชพันธุ์และสัตว์ในโลก ที่สำคัญที่สุดเขาบอกว่า “ความรัก” คือพลังที่ทำให้ทุกคนสามารถมอบชีวิตของตนให้กับผู้อื่นได้

พระสันตะปาปา (Holy Father) :

        ข้าพเจ้าชื่นชอบคำตอบนี้ ซึ่งเป็นความจริง ถ้าไม่มีความรักก็เป็นไปไม่ได้ที่ใครจะมอบชีวิตตนให้คนอื่น เรื่องนี้เป็นความจริง  เห็นได้ว่าท่านเข้าใจสาส์นที่นักบุญเอ็กซูเปรีอธิบายไว้ด้วยบทกวีและท่านในฐานะที่เป็นชาวรัสเซียในสายเลือดของท่านยังมีอุดมการณ์ศาสนาและความเป็นมนุษย์อยู่  นี่เป็นสิ่งที่งดงามมากจริงๆ  ขอขอบคุณ

(คำถาม 3คำถามนี้เป็นเรื่องความอยากรู้อยากเห็น ผู้คนมักกล่าวกันว่าสตรีเป็นพวกชอบมักรู้มักเห็น  แต่เราผู้ชายก็มักรู้มักเห็นเหมือนกัน  อะไรเป็นแรงจูงใจให้ท่านเป็นนักบินยานอวกาศ?  อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้ท่านรู้สึกชื่นชมยินดีในช่วงที่ท่านอยู่ในยานสถานีอวกาศ

Paolo Nespoli: ข้าแต่บิดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ กระผมขอยื่นไมโครโฟนให้เพื่อนสองคนของกระผมเป็นผู้ตอบคำถามนี้ดีกว่า คือ Sergey Ryazanskiy ชาวรัสเซีย และ Randy Bresaik ชาวอเมริกัน

 [Ryazansky ตอบเป็นภาษาอังกฤษ] Paolo Nespoli แปล:

 นักบิน Sergey

 [Bresnik พูดต่อเป็นภาษาอังกฤษ] Paolo Nespoli แปล:

        เขาพูดว่าแรงจูงใจของเขาคือคุณตาซึ่งเป็นหนึ่งในบรรดาผู้บุกเบิกสำรวจเวหารุ่นแรกๆ  ท่านทำงานเกี่ยวกับดาวเทียมสปุ๊ตนิก แล้วเขาก็ได้รับแรงบันดาลใจจากคุณตาของเขา  เขาต้องการเดินตามรอยเท้าของคุณตา เพราะเขาคิดว่าท้องเวหาเป็นเรื่องน่าสนใจอย่างมากและมีความสวยงามและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเราในฐานะที่เป็นมนุษย์

        สิ่งที่ข้าพเจ้ามองเห็นจากที่นี่เป็นอะไรที่เหลือเชื่อ ซึ่งเป็นอะไรที่พวกเราสามารถมองเห็นโลกได้คล้ายกับมองเห็นด้วยสายพระเนตรของพระเจ้า มองเห็นความงดงามและสิ่งน่าเหลือเชื่อของดวงดาวต่างๆ

        ในการเดินทางรอบโลกที่มีความเร็ว 10 กิโลเมตรต่อวินาทีเรามองเห็นโลกด้วยสายตาที่แตกต่าง  พวกเราสามารถเห็นโลกที่ไร้พรมแดน เราเห็นโลกที่มีบรรยากาศสวยสดงดงามเหลือเกิน  การมองเห็นโลกเช่นนี้ทำให้พวกเราสามารถคิดได้ว่ามนุษย์เราควรที่จะทำงานและร่วมมือกันอย่างไร เพื่อทำให้โลกมีอนาคตที่ดีกว่า

พระสันตะปาปา (Holy Father) :

        ข้าพเจ้าดีใจมากกับคำตอบของท่านทั้งสอง คนแรกพูดถึงรากเหง้าต้นตระกูลเพื่อที่จะอธิบาย พูดถึงคุณตา  ส่วนคนที่สองซึ่งเป็นชาวอเมริกันเข้าใจว่าโลกเรานั้นบอบบาง ซึ่งกำลังขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลง 10 กิโลเมตรต่อวินาที ตามที่ ดร. เนสโปลี (Dr. Nespoli) กล่าวว่า มุมมองทั้งที่คุณตาและที่พระเจ้า ...  บรรยากาศโลกก็เปราะบางด้วย การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยก็เพียงพอที่จำทำลายพวกเราได้  แล้วท่านก็ชวนให้เราหันไปมองโลกด้วยสายพระเนตรของพระเจ้า มองทั้งที่คุณตาและที่พระเจ้าผู้ซึ่งเป็นรากเหง้าและเป็นความหวังแห่งพลังของเรา  ท่านไม่ลืมรากเหง้าของชีวิต ซึ่งทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกดีจริงๆที่ได้ฟังเช่นนี้จากปากของท่าน  ขอบใจมาก

(คำถาม 4ข้าพเจ้าอยากถามท่านอีกคำถามหนึ่ง  การเดินทางย่ำไปในเวหาทำให้หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไปกับสิ่งที่เรายึดถือกันในชีวิตประจำวัน เช่นเรื่อง “เดี๋ยวขึ้น” “เดี๋ยวลง”   ข้าพเจ้าขอถามว่า มีอะไรเป็นพิเศษบ้างไหมที่ทำให้ท่านประหลาดใจในการที่ดำเนินชีวิตในท้องเวหา?  และในทางตรงกันข้าม มีอะไรที่โดนใจท่านเพราะว่ามีการยืนยันที่นั้นในบริบทที่แตกต่างกันอย่างไร?

Paolo Nespoli: ขอบคุณครับ สำหรับคำถามนี้กระผมขอให้ Mark Vande Hei เพื่อนชาวอเมริกันเป็นคนตอบ

 [Vande Hei ตอบเป็นภาษาอังกฤษ]

 Paolo Nespoli แปล:

        มาร์คบอกว่าสิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจในเวหาคือ พวกท่านจะพบกับสิ่งที่แปลกออกไปอย่างสิ้นเชิงกับสิ่งที่ดูจะเหมือนกัน  แต่ก็ไม่ทราบว่าสิ่งนั้นคืออะไร บางครั้งกระผมเข้าใกล้อะไรบางอย่าง ทำให้เกิดมุมมองที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงซึ่งทำให้กระผมเกิดความงงไปหมดในตอนแรกที่พบ  เพราะกระผมไม่สามารถเข้าใจว่าสิ่งนี้อยู่ที่ไหน ไม่เข้าใจว่าสิ่งนี้เป็นอะไร ตรงกันข้าม อะไรที่ไม่เคยเปลี่ยนบนนี้ก็คือไม่มีวัน “เดี๋ยวขึ้น เดี๋ยวลง” เพื่อที่จะเข้าใจว่ากระผมอยู่ที่ใดและพบกับตนเองในสภาพเช่นนี้ ซึ่งเป็นที่กระผมต้องตัดสินเองว่า “ขาขึ้น” อยู่ตรงไหน และ “ขาลง” อยู่ตรงไหน  เพราะฉะนั้นกระผมต้องค้นหาโลกใบน้อยของกระผมเอง ต้องใช้จิตสำนึกและหาระบบจุดอ้างอิงเกี่ยวกับจักรวาลใบน้อยของกระผมเองด้วย

พระสันตะปาปา (Holy Father):

        นี่เป็นสิ่งที่เป็นเรื่องราวแห่งธรรมชาติมนุษย์: ความสามารถในการตัดสินใจ  คำตอบน่าสนใจ เพราะว่าท้าวไปถึงรากเหง้าของการเป็นมนุษย์

(คำถาม 5) ถ้าหากพวกท่านไม่รังเกียจ ข้าพเจ้าขอถามอีกคำถามหนึ่ง  สังคมของพวกเราในปัจจุบันเป็นปัจเจกนิยมมากแต่ในชีวิตจริงการร่วมมือกันนั้นเป็นสิ่งจำเป็นที่จะขาดเสียมิได้  ข้าพเจ้าคิดถึงงานทุกอย่างที่อยู่เบื้องหลังในพันธกิจที่ท่านทั้งหลายกำลังปฏิบัติอยู่   ขอให้ท่านยกตัวอย่างสักอันหนึ่งในกระสวยเวหานี้ได้ไหม?

Paolo Nespoloi: ข้าแต่บิดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ นี่เป็นคำถามดีเลิศ ข้าพเจ้าจะขอให้ Joseph Acaba เพื่อนชาวอเมริกันเชื้อสายแปร์โตริโกเป็นคนตอบ

Joseph Acaba: ข้าแต่บิดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มีโอกาสสนทนากับพระองค์.. (เขากล่าวเป็นภาษาอังกฤษ)

Paolo Nespoli แปล

        นักบินอวกาศโจเซฟบอกว่าสำหรับสถานียานอวกาศนี้มีความร่วมมือกันระหว่างหลายชาติของโลก เช่น สหรัฐอเมริกา รัสเซีย ญี่ปุ่น แคนาดา และอีก 9 ประเทศในยุโรป  เขาบอกว่าประเทศชาติเหล่านี้ร่วมมือกันดีมากเพื่อที่จะได้บางสิ่งทีเกินความสามารถของการทำงานเพียงประเทศเดียว  เขากล่าวว่าสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญและน่าสนใจมากคือความจริงที่ว่าเราทุกคนมีความแตกต่างกัน และเมื่อเอาความแตกต่างเหล่านี้มารวมเข้าด้วยกันแล้วทำให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียวยิ่งใหญ่ที่มีความสมบูรณ์กว่าที่ปัจเจกชนแต่ละคนจะสามารถทำได้  ดังนั้นการร่วมมือกันในจิตตารมณ์เช่นนี้จึงก้าวข้ามขีดจำกัดไปได้ นี่คือวิธีการสำหรับพวกเราที่เป็นมนุษย์ที่จะต้องก้าวออกไปจากโลกและเดินทางต่อไปในความเข้าใจลักษณะเช่นนี้

พระสันตะปาปา (Holy Father):

        พวกท่านเป็นเสมือน “แผ่นเรือนกระจก” เล็กๆ  การรวมเป็นหนึ่งเดียวกันนั้นยิ่งใหญ่กว่าชิ้นส่วนแต่ละชิ้น และนี่คือแบบฉบับที่พวกท่านมอบให้กับเรา

        มิตรสหายทุกท่าน ขอบคุณมาก ข้าพเจ้าอยากจะกล่าว่า: พี่น้องที่รัก เพราะเรามีความรู้สึกว่าเราเป็นผู้แทนของครอบครัวมนุษย์ในโครงการสำรวจยิ่งใหญ่ กล่าวคือโครงการยานอวกาศ  ขอขอบคุณอย่างจริงใจสำหรับการสนทนาซึ่งทำให้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้อะไรๆอีกหลายอย่าง  ขอพระเจ้าอวยพรพวกท่าน ครอบครัวและการงาน ขอให้สัญญาว่าข้าพเจ้าจะอธิษฐานภาวนาสำหรับพวกท่าน และโปรดภาวนาสำหรับข้าพเจ้าด้วย  ขอขอบคุณ

Paolo Nespoli: ข้าแต่บิดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ ในนามของพวกเรานักบินอวกาศทุกคน ข้าพเจ้าขอขอบคุณพระองค์ที่สนทนากับพวกเราที่อยู่ในกระสวยอวกาศในวันนี้  ที่นี่เป็นสถานที่เราทำการสำรวจมากมาย เป็นสถานที่พวกเราแสวงหาสิ่งมหัศจรรย์ใหม่ๆทุกวัน   ขอบคุณพระองค์ที่อยู่กับพวกเราและนำเราให้สูงขึ้นพร้อมกับจูงเราให้ออกจากชีวิตที่เป็นแบบเครื่องจักรประจำวัน และทำให้เราคิดถึงสิ่งทียิ่งใหญ่กว่าตัวเรา  ขอขอบคุณพระองค์อีกครั้งหนึ่ง

Holy Father:  ขอขอบคุณ!

(วิษณุ ธัญญอนันต์ เก็บบทสัมภาษณ์นี้มาเพื่อการไตร่ตรอง น่าสนใจมากๆ)