slide1 slide3 slide2 slide4

พระสันตะปาปาฟรังซิสกับกระแสเรียก: จงฟัง จงไตร่ตรอง และจงดำเนินชีวิต สาส์นวันกระแสเรียก ค.ศ. 2018 วันจันทร์ที่ 4 ธันวาคม ค.ศ. 2017

พระสันตะปาปาฟรังซิสกับกระแสเรียก:

จงฟัง จงไตร่ตรอง และจงดำเนินชีวิต

สาส์นวันกระแสเรียก ค.ศ. 2018

วันจันทร์ที่ 4 ธันวาคม ค.ศ. 2017

            การพิจารณาสามด้านของกระแสเรียก  “จงฟัง จงไตร่ตรอง จงนำไปปฏิบัติในชีวิต” เป็นของขวัญสำหรับพระเยซูคริสตเจ้าซึ่งมีความต่อเนื่องเรื่อยจนทุกวันนี้สำหรับเยาวชน” ตามสาส์นของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสสำหรับวันกระแสเรียก ค.ศ. 2018 ที่พระองค์ทรงมอบให้ไว้เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2017

          หลังจากเวลาแห่งการสวดภาวนาและการต่อสู้ดิ้นรนกับความยากลำบากในทะเลทราย พระเยซูเจ้าทรงกลับไปเยี่ยมศาลาธรรมที่ตำบลนาซาเร็ธซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของพระองค์” พระสันตะปาปาฟรังซิสตรัส “ณ ที่นั้นพระองค์ทรงฟังพระวาจา ไตร่ตรองพันธกิจที่พระบิดาเจ้าทรงประทานให้ และประกาศว่าพระองค์เสด็จมาเพื่อทำให้พันธกิจนี้สำเร็จลุล่วงไป...

 

        “ในความหลากหลายของบุคคลและคุณสมบัติเฉพาะของแต่ละคนในแต่ละกระแสเรียก ซึ่งเป็นความจำเป็นที่เราจะต้องฟัง ไตร่ตรอง และนำพระวาจามาดำรงชีวิตซึ่งเรียกเราจากเบื้องบน ขณะเดียวกันก็ทำให้เราสามารถพัฒนาสติปัญญาของเราและทำให้เราเป็นเครื่องมือแห่งความรอดในโลก  และยังนำพาเราไปสู่ความสุขที่สมบูรณ์”

        สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงตั้งข้อสังเกตว่าสมัชชาซีน็อดของพระสังฆราชสมัยสามัญครั้งที่ 15 ซึ่งจะมีการประชุมในปี ค.ศ. 2018 จะมุ่งประเด็นไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างเยาวชน ความเชื่อ และกระแสเรียก  พระองค์ตรัสต่อไปอีกว่า “ในการประชุมดังกล่าวพวกเราจะมีโอกาสพิจารณากันได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นว่า ณ ศูนย์กลางแห่งชีวิตของเรา จะมีเสียงเรียกร้องให้เรามีความชื่นชมยินดีที่พระเจ้าทรงมีพระวาจากับเราและแผนการของพระองค์สำหรับมนุษย์ชายหญิงทุกรุ่นทุกวัยนั้นคืออะไร”

 

สาส์นของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส

สำหรับวันกระแสเรียก ปี ค.ศ. 2018

พี่น้องชายหญิงที่รัก

        ในเดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 2018 การประชุมสมัชชาซีน็อดของบรรดาพระสังฆราชครั้งที่ 15 ซึ่งจะมีขึ้นเพื่ออภิปรายกันในหัวข้อเกี่ยวกับเยาวชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความสัมพันธ์กันระหว่างเยาวชน ความเชื่อ และกระแสเรียก เราจะมีโอกาสพิจารณากันอย่างล้ำลึกว่า ณ ศูนย์กลางแห่งชีวิตเรานั้น จะมีเสียงเรียกร้องให้พวกเรามีความชื่นชมยินดีที่พระเจ้าทรงตรัสกับเรา และแผนการของพระเจ้าสำหรับมนุษย์ชายหญิงแต่ละคนในแต่ละอายุขัยนั้นมีอะไรบ้าง” (เอกสารเตรียมการประชุมซีน็อด)

          วันภาวนาเพื่อกระแสเรียกครั้งที่ 55 ประกาศข่าวดีมายังพวกเราอีกครั้งหนึ่งและเป็นการประกาศที่เด็ดขาดชัดเจน  พวกเรามิได้เป็นเหยื่อแห่งโชคชะตาหรือถูกพัดพาไปในเหตุการณ์ต่างๆที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน  ตรงกันข้ามชีวิตของเราและการที่เรามีตัวตนอยู่ในโลกล้วนเป็นผลแห่งกระแสเรียกของพระเจ้า

        แม้กระทั่งท่ามกลางความยุ่งยากสับสนแห่งเวลานี้ พระธรรมล้ำลึกแห่งการประสูติมาของพระคริสตเจ้าเตือนใจพวกเราว่าพระเจ้ายังคงสัมผัสกับเราอยู่ พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่ประทับอยู่กับพวกเรา ผู้ซึ่งบ่อยครั้งเดินไปตามเส้นทางที่สกปรกแห่งชีวิตของพวกเรา พระองค์ทรงทราบถึงความปรารถนาร้อนแรงของเราที่มีความรัก  และพระองค์ทรงเรียกร้องให้เรามีความชื่นชมยินดี  ในความหลากหลายของผู้คนและในความเป็นอัตลักษณ์เฉพาะของแต่ละคน และแต่ละกระแสเรียกไม่ว่าจะเป็นกระแสเรียกของการเป็นฆราวาสหรือเป็นนักบวช ทุกคนจำเป็นต้องฟัง แยกแยะไตร่ตรอง และนำเอาพระวาจามาดำรงชีวิต ซึ่งพระวาจาที่เรียกเรานั้นมาจากเบื้องบน และในขณะที่พระวาจาทำให้เราสามารถพัฒนาสติปัญญาของเรา  ทำให้เราเป็นเครื่องมือแห่งความรอดในโลกและนำเราไปสู่ความสุขที่สมบูรณ์

        ปัจจัยสามประการนี้ – ฟัง ไตร่ตรอง และนำพระวาจาไปปฏิบัติ มีปรากฏให้เห็นได้อยู่แล้วในขณะเริ่มต้นพันธกิจของพระเยซูคริสตเจ้า เมื่อพระองค์ทรงใช้เวลาไปในการสวดภาวนาและดิ้นรนต่อสู้กับความยากลำบากในทะเลทรายแล้ว พระองค์ก็เสด็จไปเยือนศาลาธรรมที่ตำบลนาซาเร็ธซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของพระองค์  ณ ที่นั้นพระองค์ทรงฟังพระวาจา และทรงไตร่ตรองถึงพันธกิจที่พระบิดาเจ้าทรงมอบให้กับพระองค์ แล้วพระองค์ก็ทรงประกาศว่าพระองค์เสด็จมาเพื่อทำให้พันธกิจนั้นสำเร็จลุล่วงไปใน “วันนี้” (ลก. 4: 16-21)

การฟัง

       ขอบอกกันตั้งแต่แรกเลยว่าเสียงเรียกของพระเจ้าจะไม่ค่อยชัดเจนเหมือนเรื่องอื่นๆที่เราได้ยิน เห็น หรือ สัมผัสในประสบการณ์ประจำวันของพวกเรา พระเจ้าเสด็จมาอย่างเงียบๆและเป็นลักษณะกลางๆ ไม่เคยบังคับเสรีภาพของพวกเรา ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าเสียงของพระองค์อาจถูกกลืนไปเพราะความห่วงใยหรือความกังวลที่เอ่อล้นในจิตใจของเรา

        ดังนั้นพวกเราจึงจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะตั้งอกตั้งใจฟังพระวาจาและเรื่องราวชีวิตของพระองค์ ขณะเดียวกันเราต้องใส่ใจในรายละเอียดชีวิตประจำวันของเราเองด้วย เพื่อที่จะได้สามารถเรียนรู้ถึงสิ่งต่างๆด้วยสายตาแห่งความเชื่อพร้อมกับเปิดใจกว้างให้กับสิ่งแปลกๆที่กระทำโดยพระจิตเจ้า

        พวกเราจะไม่มีวันพบการเรียกพิเศษเป็นการส่วนตัวที่พระเจ้าทรงตั้งพระทัยไว้สำหรับเรา หากเราปิดกั้นตัวเองในการกระทำสิ่งต่างๆด้วยอำเภอใจตนเอง ไม่สนใจต่อผู้ที่เสียเวลากับชีวิตของตนในโลกใบน้อยๆของตน  เราจะเสียโอกาสในเรื่องใหญ่ๆและมีบทบาทในเรื่องราวที่เป็นต้นเรื่องและมีอัตลักษณ์เฉพาะที่พระเจ้าทรงต้องการที่จะจารึกพร้อมกันกับพวกเรา

        พระเยซูเจ้าก็เช่นเดียวกัน พระองค์ถูกเรียกและถูกส่งออกไป  นั่นคือเหตุผลที่พระองค์จำเป็นต้องสำรวมตนเองในความเงียบ  พระองค์ทรงฟังและอ่านพระวาจาในศาลาธรรม และด้วยแสงสว่างและพลังของพระจิต พระองค์ทรงเผยให้เห็นถึงความหมายที่บริบูรณ์เมื่อทรงเอ่ยถึงพระองค์เองและประวัติศาสตร์แห่งชนชาติอิสราเอล

        ยุคนี้สมัยนี้การฟังดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องยากขึ้นทุกทีเพราะพวกเรามัวแต่หมกมุ่นอยู่ในสังคมที่เต็มไปด้วยเสียงอึกทึกและถูกกระหน่ำด้วยข้อมูลข่าวสารต่างๆ  เสียงนอกบ้านที่มีเสียงดังอยู่ในเมืองและใกล้บ้านเรือนเคียง  บ่อยครั้งจะตามมาด้วยชีวิตภายในที่เดินไม่ถูกทางและเกิดความสับสนในภาวะจิตใจ  สิ่งนี้ทำให้พวกเราหยุดชะงักชื่นชมกับรสชาติแห่งการพิศเพ่ง การไตร่ตรองอย่างสงบกับเหตุการณ์แห่งชีวิตของเรา การทำงานด้วยความไว้ใจในแผนการที่น่ารักขององค์พระผู้เป็นเจ้า ตลอดจนการไตร่ตรองที่เป็นมรรคเป็นผลแห่งชีวิต

        กระนั้นก็ตามอย่างที่เราทราบดี พระอาณาจักรของพระเจ้าเข้ามาในชีวิตอย่างเงียบๆไม่โด่งดัง (เทียบ ลก. 17: 21) ซึ่งเราจะสามารถเก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์ได้ก็ต้องมีลักษณะเช่นเดียวกันกับประกาศกเอลียาห์ เราต้องเข้าไปถึงส่วนลึกของดวงวิญญาณแล้วเปิดใจกว้างสู่เสียงกระซิบแห่งลมหายใจขององค์พระเจ้า (เทียบ 1พกษ. 19: 11-13)

การไตร่ตรอง

        ในศาลาธรรมแห่งตำบลนาซาเร็ธ เมื่ออ่านข้อความของประกาศกอิสยาห์พระองค์ทรงไตร่ตรองถึงเนื้อหาแห่งพันธกิจที่พระองค์จะถูกส่งไปและมอบให้กับผู้ที่กำลังรอคอยพระศรีอารย์ “พระจิตของพระเจ้าทรงประทับอยู่เหนือข้าพเจ้า เพราะพระองค์ทรงเจิมข้าพเจ้าให้เป็นผู้นำข่าวดีไปยังคนยากจน พระองค์ทรงส่งข้าพเจ้าไปประกาศการปลดปล่อยทาสและคนตาบอดให้มองเห็น ให้ผู้ที่ถูกกดขี่เป็นอิสระ ให้ประกาศปีแห่งพระเมตตาของพระเจ้า (ลก. 4: 18-19)

        ในทำนองเดียวกันเราแต่ละคนสามารถพบกับกระแสเรียกของตนได้ด้วยการไตร่ตรองฝ่ายจิตเท่านั้น  นี่เป็น “กระบวนการที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะทำการตัดสินใจขั้นพื้นฐานในการเสวนากับพระเจ้าและฟังเสียงของพระจิตด้วยการเริ่มต้นเลือกสภาพชีวิตของตน” (Synod of Bishops, XV Ordinary General Assembly, Youth, Faith and Vocational Discernment, II, 2)

        ดังนั้นพวกเราจึงพบว่ากระแสเรียกของคริสตชนมักจะมีมิติแห่งการพยากรณ์เสมอ  พระคัมภีร์บอกเราว่าประกาศกถูกส่งไปยังประชากรในยามที่เกิดการขาดข้าวปลาอาหารอย่างแรงและเกิดวิกฤตด้านจิตใจและศีลธรรม เพื่อที่จะมอบสาส์นแห่งการกลับใจ ความหวัง และความบรรเทาของพระเจ้าในพระนามของพระองค์ ดุจพายุหมุนประกาศกมิได้จัดการความสงบเท็จเทียมของมโนธรรมที่ทำให้พวกเขาหลงลืมพระวาจาของพระเจ้า เขาไตร่ตรองแยกแยะเหตุการณ์ในแสงสว่างแห่งพันธสัญญาของพระเจ้าและทำให้ประชากรได้ลิ้มรสเครื่องหมายแห่งรุ่งอรุณท่ามกลางเงามืดแห่งประวัติศาสตร์

        สำหรับเราต้องต่อต้านการประจญ  ทุกวันนี้ก็เช่นเดียวกันเราจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำการไตร่ตรองและการพยากรณ์  เราต้องต่อต้านการประจญของอุดมการณ์และนิสัยชอบปฏิเสธ และค้นให้พบในความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้ากับสถานที่ วิธีการ และสถานการณ์ที่พระองค์ทรงเรียกเรา  คริสตชนทุกคนควรเจริญเติบโตขึ้นในความสามารถที่จะ “อ่านสภาพภายใน” ชีวิตของตนและเข้าใจว่าที่ไหน อย่างไร และอะไรที่ตนถูกเรียกโดยพระเจ้าเพื่อทำพันธกิจของพระองค์

การเจริญชีวิต

        สุดท้ายพระเยซูเจ้าทรงประกาศความใหม่แห่งเวลาปัจจุบันซึ่งจะบันดาลความร้อนรนให้กับผู้คนเป็นอันมากและทำให้หัวใจของคนอื่นๆแข็งกระด้าง  ความบริบูรณ์แห่งกาลเวลาได้มาถึงแล้วและพระองค์คือพระศรีอารย์ที่ประกาศกอิสยาห์ได้ประกาศไว้ พระองค์ได้รับการเจิมเพื่อปล่อยนักโทษให้เป็นอิสระ คืนสายตาให้กับคนตาบอด และประกาศความรักเมตตาของพระเจ้าต่อสรรพสัตว์ทั้งปวง ที่จริงพระเยซูเจ้าตรัสว่า “ในวันนี้ข้อความจากพระคัมภีร์ที่ท่านได้ยินกับหูอยู่นี้กลับกลายเป็นความจริงแล้ว” (ลก. 4: 21)

        ความชื่นชมยินดีแห่งพระวรสารซึ่งทำให้พวกเราเปิดใจกว้างที่จะสัมผัสกับพระเจ้าและบรรดาพี่น้องชายหญิงของเรา ซึ่งจะเข้าไปถีงไม่ได้ถ้าหากยังมีความเชื่องช้าหรือความเกียจคร้านของเรา เราจะไม่มีวันทำให้หัวใจของเราเต็มเปี่ยม หากเราจะยืนเฉยริมหน้าต่างแก้ตัวว่ากำลังรอเวลาที่เหมาะสมโดยไม่ยอมถือว่าวันนี้อาจเป็นวันที่เสี่ยงกับการตัดสินใจ ดังนั้นกระแสเรียกต้องเป็นวันนี้!  พันธกิจของคริสตชนเป็นวันนี้!  เราแต่ละคนถูกเรียก ไม่ว่าจะเป็นชีวิตฆราวาสที่แต่งงาน ชีวิตที่เป็นพระสงฆ์ หรือชีวิตที่ได้รับการอภิเษกเป็นพิเศษ เพื่อที่จะเป็นประจักษ์พยานของพระเจ้า ณ ที่นี้และบัดนี้

        “ในวันนี้” ที่พระเยซูเจ้าทรงประกาศ ต้องทำให้เรามั่นใจได้ว่าพระเจ้ายังคง “เสด็จมา” ช่วยครอบครัวมนุษย์ให้ได้รอดและทำให้เรามีส่วนร่วมในพันธกิจของพระองค์  พระเจ้ายังคงเรียกคนอื่นๆให้เจริญชีวิตโดยตรงกับพระองค์และให้ติดตามพระองค์ในความสัมพันธ์แห่งความใกล้ชิดเป็นพิเศษ  พระองค์ยังคงเรียกคนอื่นๆให้รับใช้พระองค์โดยตรง  หากพระองค์ทรงประทานให้เราตระหนักว่าพระองค์ทรงกำลังเรียกเราให้ถวายตัวเราเองอย่างสิ้นเชิงต่อพระอาณาจักรของพระองค์ เราต้องไม่กลัว!  นี่เป็นเรื่องที่สวยงามและเป็นพระหรรษทาน พระพรที่ยิ่งใหญ่ที่จะเป็นผู้ถวายตัวอย่างสิ้นเชิงตลอดไปต่อพระเจ้าและรับใช้บรรดาพี่น้องชายหญิงของเรา

        ในวันนี้พระเจ้ายังคงเรียกคนอื่นๆให้ติดตามพระองค์  เราไม่ควรรอให้เป็นคนครบครันเสียก่อนเพื่อที่จะตอบสนองด้วยการตอบด้วยใจกว้างว่า “ตกลง” และไม่ต้องกลัวในข้อจำกัดและบาปของเรา แต่ให้เปิดใจกว้างต่อเสียงเรียกขององค์พระเจ้า  เพื่อที่จะฟังเสียงดังกล่าว เพื่อที่จะไตร่ตรองพันธกิจส่วนตัวของเราในพระศาสนจักรและในโลก และสุดท้ายเพื่อที่จะนำเอามาดำเนินชีวิตในวันนี้ที่พระเจ้าทรงประทานให้กับเรา

        ขอพระแม่มารีย์ผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดซึ่งในขณะที่ยังเป็นสาววัยรุ่นอยู่ที่เจริญชีวิตอย่างเงียบๆโดยไม่มีใครรู้จัก ซึ่งพระนางได้ฟัง ยอมรับ และมีประสบการณ์กับพระวจนาตถ์ผู้เสด็จมารับสภาพมนุษย์ จงคุ้มครองเราและเป็นผู้ชี้นำในการเดินทางของเราเสมอ

        จาก นครรัฐวาติกัน  วันที่ 3 ธันวาคม ค.ศ. 2017

        (วันอาทิตย์แรกแห่งเทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้า)

 

(วิษณุ ธัญญอนันต์ เก็บเรื่องนี้มาเพื่อการไตร่ตรอง)