slide1 slide3 slide2 slide4

การสัมภาษณ์บนเครื่องบินขณะเดินทางกลับจากการเยือนประเทศเมียนมาร์และบังคลาเทศ

การสัมภาษณ์บนเครื่องบินขณะเดินทางกลับจากการเยือนประเทศเมียนมาร์และบังคลาเทศ

โรฮิงญา อาวุธนิวเคลียร์ ประเทศจีน:

หัวข้อสำคัญในการให้สัมภาษณ์ของพระสันตะปาปากับนักข่าว

“ข้าพเจ้ามิได้ต่อรองเรื่องความจริง” พระองค์ตรัสบนเครื่องบินขากลับจากเมียนมาร์และบังคลาเทศ

วันที่ 4 ธันวาคม ค.ศ. 2017

 

ปัญหาที่ความละเอียดอ่อน 3 ประการ คือเรื่องราวชาวโรฮิงญา เรื่องความเสี่ยงกับการทำลายล้างที่เชื่อมโยงกับอาวุธนิวเคลียร์ และเรื่องความสัมพันธ์กับประเทศจีน ทั้ง 3 เหล่านี้เป็นประเด็นสำคัญในการให้สัมภาษณ์กับนักข่าวบนเครื่องบินพระที่นั่งซึ่งนำพระองค์เดินทางกลับจากนครดักกา บังคลาเทศ เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2017 ขณะสิ้นสุดการเยือนครั้งที่ 21 ยังประเทศต่างๆซึ่งรวมถึงเมียนมาร์และบังคลาเทศ สมเด็จพระสันตะปาปาทรงยืนยันว่า “ข้าพเจ้ามิได้ต่อรองเรื่องความจริง”

 

        สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสซึ่งให้สัมภาษณ์กับนักหนังสือพิมพ์เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงถูกตั้งคำถามว่าเหตุใดพระองค์จึงทรงเงียบเกี่ยวกับชื่อ “โรฮิงญา” ชาวมุสลิมชนส่วนน้อยที่ถูกเบียดเบียนในขณะที่พระองค์ทรงประทับอยู่ในประเทศเมียนมาร์ เป็นความเงียบที่พระองค์ทรงกล่าวออกมาที่บังคลาเทศในวันที่ 1 ธันวาคมว่า “นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ข้าพเจ้าพูดคำนี้ในที่สาธารณะ แต่สำหรับข้าพเจ้าแล้ว สิ่งสำคัญที่ว่าสาส์นนี้ไปถึงหูผู้ที่เกี่ยวข้องหรือเปล่า”

        คำนี้เป็นคำที่ชาวมุสลิมนิกายซุนหนี่ที่พูดภาษาเบงกาลีใช้กัน พวกเขามีนิวาสสถานอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือในรัฐยะไข่ ซึ่งความจริงแล้วยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่มาก  รัฐบาลเมียนมาร์ห้ามใช้คำนี้พร้อมกับห้ามวงการทูตใช้คำนี้ด้วย

        นี่เป็นเรืองเกี่ยวกับ “ความพยายามพูดทีละนิดทีละหน่อยแล้วฟังเสียงตอบสนองเพื่อที่สาส์นดังกล่าวจะได้ไปถึงหูของผู้ที่เกี่ยวข้อง ... ข้าพเจ้าตระหนักดีว่าหากข้าพเจ้าใช้คำนี้ในการปราศรัยอย่างเป็นทางการ ก็คงจะเป็นเหมือนกับการที่ข้าพเจ้าปิดประตูกระแทกใส่หน้าพวกเขา  แต่ข้าพเจ้าอธิบายถึงสถานการณ์ เน้นเรื่องสิทธิ ... เพื่อปูทางให้ข้าพเจ้าก้าวต่อไปในการสนทนาแบบส่วนตัวได้”

        เมื่อต้องระวังตัวที่จะไม่พูดก้าวร้าวเกินไปซึ่งเท่ากับเป็นการปิดประตูมิให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดกัน สมเด็จพระสันตะปาปาทรงแสดง “ความพอพระทัย” ที่ได้มีการเสวนา และที่ได้มีโอกาสตรัสสิ่งที่พระองค์คิดไว้ “และสาส์นของพระองค์ได้ไปถึงหูผู้ที่เกี่ยวข้อง” พระองค์ทรงตรัสกับผู้สัมภาษณ์

ข้าพเจ้ามิได้ต่อรองความจริง

        พระองค์ทรงเอ่ยถึงการพบปะกับนายพลมินอ่องหลาย (Min Aung Hlaing) วันที่ 27 พฤศจิกายนซึ่งเป็นวันแรกที่พระองค์เสด็จถึงพม่า “ในกรณีของท่านนายพลผู้นี้เขาเองที่เป็นคนขอที่จะพูดกับข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าให้การต้อนรับเขา ข้าพเจ้าไม่เคยปิดประตูให้ใคร... การพูดจากันไม่เห็นจะเสียหายอะไร มีแต่จะได้กำไร  นี่เป็นการสนทนาที่ดีระหว่างเรา  ข้าพเจ้าไม่สามารถให้รายละเอียดได้ เพราะว่านี่เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแบบส่วนตัว  แต่ข้าพเจ้าไม่ได้ต่อรองเรื่องความจริง ขอรับรอง ... และสาส์นก็ไปถึงหูเขาเช่นเดียวกัน”

        ในการพบปะกับเจ้าหน้าที่รัฐเมียนมาร์สมเด็จพระสันตะปาปากล่าวอย่างรวบรัดว่า “สิ่งนี้ไม่ง่ายที่จะก้าวเข้าสู่การพัฒนาที่เห็นผลได้อย่างรวดเร็ว และไม่ง่ายที่จะก้าวถอยหลัง”  เกี่ยวกับการฟื้นฟูชาวโรฮิงญา หากเราตัดกลุ่มก่อการร้ายออกไป สมเด็จพระสันตะปาปาเน้นว่าพวกเขาเป็น “ประชาชนที่รักสันติสุข” แต่มักจะมีกลุ่มสุดโต่งเสมอในทุกศาสนาและชนเผ่าชาติพันธุ์”  “ข้าพเจ้าไม่ได้พูดกับพวกเขา  ข้าพเจ้าเลือกที่จะพูดกับบรรดาเหยื่อ เพราะชาวโรฮิงญาผู้ที่ตกเป็นเหยื่อซึ่งด้านหนึ่งต้องทนทุกข์จากการแบ่งชนชั้นและอีกด้านหนึ่งได้รับการปกป้องจากผู้ก่อการร้าย”

การผ่านสาส์นให้ไปสู้เป้าหมาย

        นี่เป็นวิธีที่พระองค์ตรัสเกี่ยวกับการพบปะที่บังคลาเทศกับผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา 16 คนซึ่งพระองค์ยืนยันต่อหน้าทุกคนว่า “เราเรียกการประทับอยู่ของพระเจ้าในวันนี้ว่าโรฮิงญา”  บางคนได้รับการแนะนำให้พอใจแค่มาต้อนรับพระสันตะปาปาและไม่ต้องปริปากพูดอะไร  “เวลาที่พวกเขาจะเข้ามาทักทายข้าพเจ้ามาถึงแล้ว ... พวกเขาเข้าแถวเรียงหนึ่ง ... ทันทีทันใดนั้นเจ้าหน้าที่ต้องการไล่พวกเขาออกไป ข้าพเจ้ารู้สึกไม่สบายใจ  ...  ข้าพเจ้าเป็นคนบาปแล้วข้าพเจ้ากล่าวย้ำ “ให้ความเคารพพวกเขา ให้ความเคารพพวกเขา” พวกเขาจึงยืนอยู่ ณ ที่นั้น  หลังจากที่ฟังเรื่องราวของพวกเขาทีละคนโดยมีล่ามแปล ...  ข้าพเจ้าพูดกับตัวเองว่า: ข้าพเจ้าไม่อาจที่จะปล่อยพวกเขาไปโดยที่ไม่ได้พูดอะไรสักคำ ... และแล้วข้าพเจ้าก็เริ่มพูด  ...  ณ ช่วงนั้นข้าพเจ้าร่ำไห้ แต่ข้าพเจ้าพยายามที่จะซ่อนสิ่งนี้ไว้ พวกเขาก็ร้องไห้เช่นเดียวกัน”

        แล้วพระสันตะปาปาทรงเสนอให้สวดภาวนา ซึ่งพระองค์ทรงอยู่เคียงข้างชาวโรฮิงญาและผู้แทนของศาสนาต่างๆที่มาร่วมชุมนุม  “ตลอดเวลาข้าพเจ้ารู้สึกว่าสาส์นได้ไปถึงพวกเขาแล้ว   ...   ส่วนหนึ่งได้มีการวางแผนกันไว้ อีกส่วนหนึ่งเกิดขึ้นทันทีทันใดโดยที่ไม่มีผู้ใดคาดฝัน  ข้าพเจ้าไม่ได้ยินเสียงตำหนิหรือคำวิจารณ์ใดๆ อาจจะมี แต่ข้าพเจ้าไม่ได้ยิน”

ประเด็นอาวุธนิวเคลียร์ตามที่กฎหมายกำหนด

        ในช่วงแห่งการสัมภาษณ์พระองค์ทรงหยุดไปครู่หนึ่งเมื่อมีการพูดถึงปัญหาอาวุธนิวเคลียร์แล้วทรงตั้งข้อสังเกตว่า “เรามีกฎหมายที่จำกัดการใช้อาวุธนิวเคลียร์ เพราะทุกวันนี้อาวุธนิวเคลียร์ก้าวไปไกลมาก ความเสี่ยงอาจหมายถึงการทำลายล้างมนุษย์ทั้งโลกหรือส่วนใหญ่แห่งมนุษยชาติ”

        “วันนี้” พระองค์ทรงถาม “เป็นการถูกต้องด้วยกฎหมายไหมที่จะระงับสงครามนิวเคลียร์ หรือไม่มีความจำเป็นที่จะหันกลับไปช่วยสิ่งสร้างและมนุษยชาติให้รอด?”

ความสัมพันธ์กับจีนแผ่นดินใหญ่

        สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสยังทรงเอ่ยถึงความปรารถนาที่จะไปเยือนอินเดียในปี ค.ศ. 2018  การเดินทางดังกล่าวถูกวางแผนไว้ในปี 2016 แต่ไม่สามารถทำได้  สำหรับการไปเยือนประเทศจีน “ตอนนี้ยังไม่มีการวางแผน”  พระองค์ตรัส “ข้าพเจ้าอยากที่จะไปเยือนมาก นี่ไม่ใช่เป็นความลับ”

        แล้วพระองค์ทรงเอ่ยถึงความสัมพันธ์ ณ ปัจจุบันระหว่างปักกิ่งกับสันตะสำนัก  การสนทนากับจีนมักจะค่อนไปทางวัฒนธรรม ... เรามีความสัมพันธ์กันในด้านวัฒนธรรมและวิทยาศาสตร์ มีพระสงฆ์ที่สอนอยู่ในมหาวิทยาลัยรัฐของจีน ... มีการสนทนาการเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับพระศาสนจักรในประเทศจีนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์พระศาสนจักรแห่งชาติของจีนและพระศาสนจักรใต้ดิน ซึ่งมีความกาวหน้าไปทีละนิดซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องใช้ความระมัดระวัง ซึ่งเป็นเรื่องที่เรากำลังค่อยทำค่อยไป  ข้าพเจ้าเชื่อว่าไม่วันใดก็วันหนึ่ง ไม่วันนี้ก็พรุ่งนี้ เราจะมีคณะกรรมการร่วมที่ปักกิ่งซึ่งเรากำลังอดทนรอคอย  แต่ว่าประตูแห่งหัวใจนั้นเปิดออกแล้ว”

        เพื่อที่จะประกาศพระวรสารสมเด็จพระสันตะปาปาตรัสเน้นว่า “ไม่ใช่การหลอกหรือล่อลวงให้คนกลับใจ”  “การประกาศพระวรสารคือการนำเอาพระวรสารมาดำเนินชีวิต ซึ่งต้องเป็นประจักษ์พยานกับการที่นำพระวรสารมาดำเนินชีวิต เป็นประจักษ์พยานต่อความสุขแท้หรือบุญลาภ 8 ประการ เป็นพยานต่อพระวรสารโดยนักบุญมัทธิวบทที่ 25 ต่อการเป็นประจักษ์พยานของชาวสะมาเรียผู้ใจดี  พระจิตเจ้าจะทรงเป็นผู้ดำเนินการให้มีการกลับใจ ... เมื่อมีผู้ดำเนินชีวิตเป็นประจักษ์พยานและมีความเคารพต่อผู้อื่น ผู้นั้นเป็นผู้สร้างสันติสุข  สันติจะหายไปเมื่อเมื่อมีการใช้เล่ห์เพทุบายให้มีการกลับใจ”

 

(วิษณุ ธัญญอนันต์ เก็บเรื่องนี้เพื่อการไตร่ตรอง)