slide1 slide3 slide2 slide4

จุดเด่นของสังฆธรรมนูญฉบับใหม่ - การศึกษาคาทอลิก “ความชื่นชมยินดีแห่งความจริง” (Veritatis Gaudium)

จุดเด่นของสังฆธรรมนูญฉบับใหม่ - การศึกษาคาทอลิก

“ความชื่นชมยินดีแห่งความจริง” (Veritatis Gaudium)

ในสังฆธรรมนูญใหม่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยและสาขาคณะต่างๆของพระศาสนจักรสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงส่งเสริมให้มีการฟื้นฟูการศึกษาคาทอลิกให้สูงขึ้น

 

“ความชื่นชมแห่งความจริงแสดงให้เห็นถึงความเป็นอยู่อย่างไม่เป็นสุขแห่งดวงใจมนุษย์ จนกระทั่งพบและดำรงอยู่ภายในแสงสว่างของพระเจ้าและแบ่งปันความสว่างนั้นให้กับผู้อื่น” ด้วยความคิดนี้สมเด็จพระสันตะปาปาจึงริเริ่มสังฆธรรมนูญใหม่ชื่อว่าความชื่นชมยินดีแห่งความจริง (Veritatis gaudium)“เนื้อหาว่าด้วยมหาวิทยาลัยและสาขาคณะวิชาต่างๆของพระศาสนจักร” พระองค์เน้นว่า “ความจริงไม่ใช่ข้อมูลที่เป็นนามธรรม แต่เป็นตัวพระเยซูคริสต์เอง พระวาจาของพระเจ้าทรงเป็นชีวิตที่เป็นความสว่างของมนุษย์” และพระสันตะปาปาย้ำว่า สิ่งนี้ “เป็นความชื่นชมยินดีที่พระศาสนจักรได้รับพระบัญชาจากพระเยซูคริสต์ เพื่อการเป็นประจักษ์พยานและทำการประกาศพันธกิจของพระศาสนจักรยิ่งวันยิ่งมากขึ้นและด้วยพลังที่ฟื้นฟูขึ้นใหม่เสมอ”

 

การฟื้นฟูอย่างกล้าหาญเกี่ยวกับการศึกษาของพระศาสนจักร

ใน “มิติของสังคมและวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไปทั่วโลก” ที่ชี้ให้เห็นถึง “วิกฤตด้านมนุษย์และระบบนิเวศวิทยา” สมเด็จพระสันตะปาปาตรัสว่ามีความจำเป็นต้อง “ให้มีการฟื้นฟูที่ชาญฉลาดและกล้าหาญ” แห่งการศึกษาของพระศาสนจักร “เพื่อที่พันธกิจจะได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในช่วงแห่งประวัติศาสตร์ปัจจุบัน”  ดังที่ได้มีการกล่าวไว้ในสมณสาส์นเตือนใจเรื่องความชื่นชมยินดีแห่งพระวรสาร (Evangelii gaudium)


มหาวิทยาลัยคาทอลิกเพื่อพระศาสนจักรที่เป็นธรรมทูต

        เริ่มจาก “ความต้องการอันดับต้นๆของทุกวันนี้” เพื่อ “การเปลี่ยนโฉมงานธรรมทูตของพระศาสนจักรที่ ‘ต้องก้าวออกไป’ และหมายถึงประชากรทุกคนของพระเจ้า สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสตรัสว่า การศึกษาของพระศาสนจักรถูกเรียกร้องให้ไม่เพียงแต่ต้อง “มอบโอกาสและกระบวนการอบรมที่เหมาะสมสำหรับพระสงฆ์ ผู้รับการเจิมถวายตัวทั้งชายชายหญิงและฆราวาสผู้ปวารณาตนเพื่องานนี้เท่านั้น”  แต่ยังจะต้องสร้าง “อะไรที่เป็นเสมือนห้องทดลอง (ห้องแล็บ) ที่เพรียบพร้อม ซึ่งพระศาสนจักรสามารถอธิบายความจริงกับเหตุการณ์ต่างๆ ของพระเยซูคริสตเจ้าและได้รับการหล่อเลี้ยงด้วยพระพรแห่งปรีชาญาณ และความรู้ซึ่งพระจิตทำให้ประชากรของพระเจ้ามั่งคั่งในหลากหลายรูปแบบ – sensus fidei fidelium จนถึงอำนาจการสอนของพระสังฆราช และจากพระพรพิเศษแห่งประกาศกจนถึงบรรดาผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาและบรรดานักเทวศาสตร์”
 

การปฏิรูปวัฒนธรรมในแสงสว่างแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี

        พระสันตะปาปาฟรังซิสตรัสว่าประเด็นนี้เรียกร้อง “ต้องมีการเปลี่ยนความจริงให้ถึงรากถึงโคน หรือ.. ต้องมีการปฏิรูปวัฒนธรรมอย่างกล้าหาญ” ซึ่ง “เครือข่ายทั่วโลกของมหาวิทยาลับและสาขาภาควิชาต่างๆของพระศาสนจักรถูกเรียกร้องให้ต้องเป็นผู้มอบเชื้อแป้ง เกลือ และแสงสว่างแห่งพระวรสารของพระเยซูคริสตเจ้าและขนบธรรมเนียมประเพณีทรงชีวิตของพระศาสนจักรซึ่งเปิดประตูให้กับสถานการณ์และความคิดใหม่ๆเสมอ”  พระองค์ตรัสต่อไปว่า  “ทุกวันนี้ปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้นว่า ต้องใช้มิติเชิงพระวรสารเพื่อที่จะเข้าใจชีวิต โลก และมนุษย์ให้ได้ดีกว่า  ไม่ใช่เป็นการสรุป แต่เป็นมิติแห่งการค้นคว้าหาความแน่นอนอันมีพื้นฐานอยู่ในความจริง และการมีความเชื่อที่มีเหตุมีผล  วิชาปรัชญาและเทววิทยา ซึ่งเอื้อให้คนเราแสวงหาความเชื่อมั่นที่จะช่วยเสริมและสร้างปัญญาและส่องสว่างให้กับอำเภอใจ... ทว่าสิ่งนี้จะบังเกิดผลก็ต่อเมื่อเราทำไปด้วยใจเปิดกว้างพร้อมกับความสุภาพคุกเข่าลง  นักเทวศาสตร์ที่พอใจอยู่กับความคิดแคบๆของตน เขาจะเป็นได้แค่นักเทวศาสตร์ปานกลาง  นักเทวศาสตร์และปรัชญาศาสตร์ที่ดีจะเปิดกว้าง กล่าวคือ สิ่งที่ตัวเองคิดหรือเขียนยังไม่สมบูรณ์ จะเปิดกว้างสู่มิติที่ยิ่งใหญ่กว่าของพระเจ้าและความจริงซึ่งสามารถที่จะพัฒนาได้มากยิ่งขึ้นเสมอ”

การพบพระเจ้าในทุกปัจเจกบุคคล

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงชี้ให้เห็น  “มาตรการพื้นฐาน 4 ประการ” สำหรับการฟื้นฟูการศึกษาของพระศาสนจักรซึ่งสามารถช่วยให้พระศาสนจักรเป็นพระศาสนจักรธรรมทูต “ประการแรก มาตรการเร่งด่วนและยิ่งยืนที่สุดคือการมุ่งเป้าไปที่การอบรมชีวิตจิตและสติปัญญาและปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่หัวใจของ kerygma นั่นคือ ข่าวดีใหม่สดและดึงดูดใจเสมอแห่งพระวรสารของพระคริสตเจ้า ซึ่งยังทำงานอยู่ในชีวิตของพระศาสนจักรและมนุษย์”  ต่อมาคือความเป็นภราดรภาพสากล ซึ่ง “สามารถมองเห็นความยิ่งใหญ่อันศักดิ์สิทธิ์แห่งเพื่อนบ้านของเรา สามารถมองเห็นพระเจ้าในมนุษย์ทุกคน สามารถอดทนต่อสิ่งที่ไม่เอื้อในชีวิตด้วยการยึดมั่นในพระเจ้า สามารถที่จะเปิดใจให้กับความรักของพระเจ้า ที่จะแสวงหาความสุขของผู้อื่นเฉกเช่นที่พระบิดาเจ้าแห่งสวรรค์ทรงกระทำ”  สิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่ ความจำเป็นที่จะต้องบังคับจิตใจของเราให้ฟังเสียงร้องคนยากจนและแสดงอะไรที่เป็นรูปธรรมต่อมิติของสังคมและของการประกาศพระวรสารซึ่งเป็นส่วนหนึ่งแห่งพันธกิจที่ครบถ้วนของพระศาสนจักร เพราะว่า พระเจ้าคือพระคริสตเจ้าซึ่งทรงไถ่กู้ไม่เพียงแต่ปัจเจกบุคคล แต่ทั้งความสัมพันธ์ทางสังคมที่มีอยู่ระหว่างมนุษย์ด้วย

 การเสวนากับผู้ที่มีความเชื่อและผู้ที่ไม่มีความเชื่อ   

“มาตรการชี้นำประการที่สอง” คือ “การขยายการเสวนาให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น” กับผู้มีความเชื่อและผู้ที่ไม่มีความเชื่อ “แต่ต้องเป็นการเสวนาภายใต้วัฒนธรรมที่ถูกต้องถ่องแท้ “ระหว่างทุกวัฒนธรรมที่สำคัญและถ่องแท้ ซึ่งต้องขอโมทนาคุณพระเจ้าสำหรับการแลกของขวัญซึ่งกันและกันในพื้นที่อันน่าชื่นชมซึ่งพระเจ้าทรงเปิดขึ้นสำหรับสิ่งสร้างทั้งปวงของพระองค์”
 

ความเป็นหนึ่งเดียวกันในความรู้ท่ามกลางความหลากหลายที่ไม่มีความแน่นอนและกระจัดกระจายเป็นเศษเป็นชิ้น

        มาตรการพื้นฐานประการที่สามที่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสนำเสนอคือ “นำเอาการปฏิสัมพันธ์สากลและที่นอกเหนือไปกว่านั้นมาใช้ด้วยความเฉลียวฉลากและสร้างสรรค์ภายใต้แสงสว่างแห่งการไขแสดง” ตาม “หลักการทางปัญญาแห่งความเป็นหนึ่งเดียวกันในความรู้ที่แตกต่างกัน” และยังต้อง “ เชื่อมโยงกับมิติแห่งความแตกต่างที่ไม่เป็นชิ้นเป็นอันแห่งการศึกษาในมหาวิทยาลัยและความหลากหลายแห่งยุคร่วมสมัยด้วย ซึ่งไม่ค่อยมีความแน่นอน บางทีก็มีความขัดแย้งกัน และดำเนินกันไปตามสบายตามความเชื่อปัจจุบันและวัฒนธรรมของแต่ละท้องที่”  สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงอ้างอิงถึงพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16 ซึ่งทรงลิขิตในสมณสาส์น “ความรักในความจริง” (Caritas in veritate)ว่าทุกวันนี้ “เราขาดปรีชาญาณและการไตร่ตรองที่สามารถจะสร้างการชี้นำแบบผลสรุป”  สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสตรัสว่า “นี่เป็นพันธกิจพิเศษที่ถูกมอบหมายให้หลักสูตรการศึกษาของพระศาสนจักรต้องเข้ามามีบทบาท”  เพื่อที่เราจะได้เห็นถึงความสำคัญของวัฒนธรรมที่ถ่องแท้จริงและที่คู่ควรแก่ความเป็นมนุษย์”


การสร้างเครือข่าย

        สุดท้ายมาตรการพื้นฐานประการที่สี่เกี่ยวกับ “ความห่วงใยถึงความจำเป็นเร่งด่วนสำหรับ “การสร้างเครือข่าย” ระหว่างสถาบันต่างๆทั่วโลกที่สร้างหลักสูตรและส่งเสริมการศึกษาของพระศาสนจักรเพื่อที่จะสร้างลู่ทางที่เหมาะสมในความร่วมมือกันกับสถาบันวิชาการในประเทศต่างๆและกับผู้ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมและประเพณีของศาสนาด้วย  ในขณะเดียวกันเราจะต้องสถาปนาศูนย์กลางวิจัยค้นคว้าเพื่อศึกษาเหตุการณ์แห่งยุคซึ่งมีผลกระทบต่อมนุษย์เราทุกวันนี้ รวมทั้งหาหนทางที่เหมาะสมและเป็นความจริงเพื่อหาทางแก้ไข”
 

ฟื้นฟูการค้นคว้าวิจัย

        สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสตรัสว่า “การฟื้นฟูการศึกษาของพระศาสนจักรหมายถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องกระตุ้นให้มีการค้นคว้าเชิงวิทยาศาสตร์ในมหาวิทาลัยและสาขาวิชาคณะต่างๆของเรา”  พระองค์ยังตรัสอีกว่า “การศึกษาของพระศาสนจักรไม่สามารถที่จะถูกจำกัดอยู่แค่เพียงประสิทธิ์ประสาทความรู้ ความเป็นมืออาชีพให้แก่นักศึกษาชายหญิงแห่งยุคนี้ซึ่งปรารถนาที่จะเจริญเติบโตขึ้นในฐานะที่เป็นคริสตชนเท่านั้น แต่ยังจะต้องทำหน้าที่เร่งด่วนเกี่ยวกับการพัฒนาปัญญาที่สามารถรับใช้อย่างเป็นรูปธรรมทั้งด้วยความคิดและการกระทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อการเทศน์สอนในโลกที่เปี่ยมไปด้วยความหลากหลายทั้งด้านจริยธรรมและศาสนา”
 

เทวศาสตร์ดำเนินชีวิตอยู่แถวหน้า

        “เทวศาสตร์และวัฒนธรรมชาวคริสต์ดำเนินชีวิตควบคู่ไปกับการทำพันธกิจทุกครั้งเมื่อพวกเขาพร้อมที่จะเสี่ยงในการที่จะถือซื่อสัตย์อยู่ในแนวหน้า” สมเด็จพระสันตะปาปาตรัส พร้อมกับสรุปว่าเรากำลังเผชิญกับ “การท้าทายยิ่งใหญ่ฝ่ายวัฒนธรรม ฝ่ายจิต และฝ่ายการศึกษา ซึ่งเรียกร้องให้เราต้องลงมือเดินทางไกลในการฟื้นฟู” – หนทางแห่งการฟื้นฟูนี้เรียกร้องมายังมหาวิทาลัยคาทอลิกรวมถึงสาขาวิชาคณะต่างๆด้วย

 

(วิษณุ ธัญญอนันต์ - นำเรื่องนี้มาให้ผู้พัฒนาการศึกษาคาทอลิกเพื่อการไตร่ตรอง)