slide1 slide3 slide2 slide4

โคโลเซี่ยมสีแดง – ข้อคิดจากพระคาร์ดินัลปาโรลิน พอกันทีสำหรับการอดทนของผู้ที่ทนทุกข์ทรมานเพราะยืนยันความเชื่อ!

โคโลเซี่ยมสีแดง – ข้อคิดจากพระคาร์ดินัลปาโรลิน

พอกันทีสำหรับการอดทนของผู้ที่ทนทุกข์ทรมานเพราะยืนยันความเชื่อ!

โคโลเซี่ยมอาบด้วยแสงสีแดงเป็นการเตือนชาวโลก

ให้รำลึกถึงคริสตชนที่ถูกเบียดเบียน

และทำให้ระลึกถึงความช่วยเหลือของพระศาสนจักรต่อผู้ที่กำลังเดือดร้อน

วันอาทิตย์ที่ 25 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2018

 

            “ในโลกนี้มีผู้คนจำนวนนับล้านที่ต้องทุกข์ทรมานเพราะความเชื่อ  แล้วพวกเราจะแสแสร้างทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรือ?”  พระคาร์ดินัล ปีเอโตร ปาโรลิน เลขาธิการแห่งสันตะสำนัก นครรัฐวาติกัน (เทียบเท่านายกรัฐมนตรี)  กล่าวในวันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา หน้าโคลีเซี่ยมที่มีสีแดงฉานไปทั้งอาคาร

 

        แม้ว่านักประวัติศาสตร์จะไม่สามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากว่าบรรดาคริสตชนถูกสังหารเป็นมรณะสักขีที่อนุสาวรีย์แห่งนี้หรือไม่ ผลแห่งกำแพงที่ล้วนเป็นสีแดงเหล่านั้นซึ่งเป็นสีของเลือดแห่งมรณะสักขีทั้งสมัยโน้นและสมัยนี้ก็คงเป็นภาพที่น่าสะเทือนใจ

        “นี่เป็นปรากฏการณ์ที่น่าคิดมาก เพราะเป็นภาพสะเทือนใจที่ทำให้เรานึกถึงความเจ็บปวด การทรมาน และความเชื่อพร้อมกันกับความตั้งใจที่จะสลัดทิ้งความเฉยเมยของเรา” เป็นคำอธิบายของพระคาร์ดินัลปาโรลิน

        ในหมู่ชนนับแสนนับล้านที่กำลังรับทุกข์เพราะการแบ่งแยกชนชั้น หรือร้ายยิ่งกว่านั้นกับบุคคลที่ถูกเบียดเบียนเพราะความเชื่อทางศาสนา ไม่ต้องสงสัยเลยว่าส่วนใหญ่จะเป็นคริสตชน สำหรับพวกเขามูลนิธิ “Aid to the Church in Need” (มูลนิธิของสมเด็จพระสันตะปาปาเพื่อช่วยเหลือพระศาสนจักรที่มีความต้องการ) ได้แสดงท่าทีในการสาดสีแดงสถานที่สำคัญโบราณและปัจจุบัน 3 แห่ง เพื่อบ่งถึงการเป็นมรณะสักขีของบรรดาคริสตชน นั่นคือ โคโลเซี่ยมที่กรุงโรม อาสนวิหารมาโรไนต์นักบุญเอลีอัสที่เมืองอาเล็บโปประเทศซีเรียที่หลังคาถูกระเบิด และที่อาสนวิหารคัลเดียน นักบุญเปาโล ที่โมซุลประเทศอิรัค ซึ่งในวันที่ 24 ธันวาคม ที่แล้ว สมเด็จพระอัยกา Louis Raphael I Saiko แห่งพระศาสนจักรคาทอลิกจารีตตะวันออกคัลเดียนของบาบีโลน ถวายบูชามิสซาแรกหลังจากที่กู้คืนได้จากการยึดครองของพวกไอซิสมุสลิมหัวรุนแรง

        แต่ว่ารายชื่อประเทศที่เป็นอริต่อเสรีภาพในการนับถือศาสนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อคริสตชนยังยืดยาวเป็นหางว่าว รายชื่อประเทศที่ องค์การ “Aid to the Church in Need” รวบรวมไว้นั้นมีมากกว่าประเทศซีเรียและอิรัค ยังมีประเทศปากีสถานด้วยซึ่ง Ashig และ Eisham หนีมาที่กรุงโรม เขาทั้งสองเป็นสามีภรรยากันซึ่ งภรรยาเป็นบุตรสาวคนที่ห้าของ Aisa Bibi ที่ถูกสั่งให้ประหารชีวิตในปี ค.ศ. 2009 เนื่องจากถูกกล่าวหาว่าผิดต่อศาสดามูฮัมหมัด ความผิดแต่อย่างเดียวของ Aisa คือเขาดื่มน้ำจากแก้วเดียวกันกับที่สตรีมุมสลิมดื่ม

          ขณะนี้เธออยู่ในคุกขังเดี่ยว อนุญาตให้ Ashiq และลูก 5 คนเข้าเยี่ยมได้ 15 นาทีต่อเดือน ครั้งสุดท้ายลูกๆพบเธออยู่นอกคุก เธอถูกเอาเข็มขัดรัดคอ “ดุจสุนัข” ถูกเปลื้องเสื้อผ้าและมีเลือดไหล Eisham กล่าวพร้อมปล่อยโฮด้วยน้ำตา

        ประจักษ์พยานอีกประการหนึ่งที่แจ้งให้สาธารณะชนทราบในขณะที่โคลีเซี่ยมฉายสีแดงออกมาคือนาง Rebecca Bitros อายุ 28 ปี ชาวไนจีเรีย เธอถูกลักพาตัวไปโดยผู้ก่อการร้ายอิสลามกลุ่ม Boko Haram ซึ่งข่มขืนเธอและทรมานเธอเพียงเพราะเธอเป็นคริสตขน ก่อนที่เธอจะหนีออกมาสองปีภายหลัง เธอให้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่งที่เกิดจากผู้คุมนักโทษ

        เมื่อผู้ก่อการร้ายกลุ่ม Boko Haram โจมตีหมู่บ้านของเธอ เธอพร้อมบุตรสองคนยอมให้เขาจับตัวโดยปล่อยให้สามีของเธอหนีไป มิฉะนั้นแน่นอนว่าสามีของเธอจะต้องถูกฆ่าตาย  จากหลายปีที่อยู่ในคุกเธอมีแต่สายประคำที่เธอสวดอยู่เสมอในขณะที่พวกก่อการร้ายก็ข่มขู่เธออย่างใม่หยุดหย่อน ทั้งเฆี่ยนตีและสังหารลูกชายคนหนึ่งของเธอแล้วทิ้งศพลงไปในแม่น้ำ พวกก่อการร้ายพยายามที่จะบีบบังคับเธอให้ทิ้งความเชื่อแล้วหันมานับถือศาสนาอิสลาม

        ทั้ง Rebecca และญาติของ Aisa Bibi ได้รับการต้อนรับจากสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสในเช้าวันเสาร์ที่นครรัฐวาติกัน

        “พ่อคิดถึงแม่ของเธอบ่อยๆและภาวนาสำหรับเขา” สมเด็จพระสันตะปาปาทรงตรัสกับ Eisham  สำหรับสมเด็จพระสันตะปาปา Asia Bibi และ Rebecca เป็น “มรณะสักขี” สองคน พระองค์ทรงตรัสในการพบปะกัน 40 นาที แม้เวลากำหนดไว้ 15 นาทีเนื่องจากสมเด็จพระสันตะปาปาทรงมีภารกิจแยะตามที่ Alessandro Monteduro ผู้อำนวยการมูลนิธิ Aid to the Church in Need รายงาน

        มรณะสักขีคริสตชนทุกวันนี้เป็น “เหยื่อของการโฆษณาชวนเชื่อของคนที่มีจิตใจไม่มีที่ว่างสำหรับผู้อื่น ซึ่งนิยมที่จะกดขี่แทนที่จะผนึกพวกเขาเข้ามาอยู่ในสังคมและไม่สร้างปัญหาให้กับความเชื่อของพวกเขา” พระคาร์ดินัลปาโรลินกล่าวในคำปราศรัยของท่าน “มีแต่การหันกลับเข้าหาพระเจ้าเท่านั้น ผู้ทรงเป็นต้นตอแห่งศักดิ์ศรีของมนุษย์ทุกคน เราจึงจะกลายเป็นผู้สร้างสันติสุขและเป็นผู้รวมสังคมที่แตกย่อยยับเพราะความเกลียดชังและการใช้ความรุนแรงให้กลับเป็นหนึ่งเดียวกันได้”

        ภายใต้เหตุการณ์ที่โคลีเซี่ยมยังมี ท่านอันโตนีโอ ผู้เป็นประธานรัฐสภาแห่งยุโรปที่กล่าวยืนยันว่า “ยุโรปต้องทำให้ผู้อื่นได้ยินเสียงของตนต่อไป เราต้องไม่ลดหน่วยรักษาความปลอดภัย เพราะยิ่งเราพูดน้อยลงเท่าใด เสรีภาพของคริสตชนในโลกก็จะถูกย่ำยีเพิ่มขึ้นเท่านั้น  นี่เป็นเรื่องของเสรีภาพ ของการปกป้องคุณค่าความเป็นอัตลักษณ์ของเราที่เป็นชาวยุโรป เราต้องไม่ยอมจำนนต่อพฤติกรรมเหล่านี้ และเราต้องไม่เว้นที่จะพยายามต่อต้านพวกเขาที่ใช้ความรุนแรง”

        สำหรับพระสังฆราชนุนซีโอ การันตีโน (Nunzio Galantino) เลขาธิการแห่งสภาพระสังฆราชประเทศอิตาลี กล่าวว่า “เลือดของมรณะสักขีใหม่เป็นการประณามความฉาบฉวยที่เราดำเนินชีวิตแห่งความเชื่อของเรา ซึ่งบ่อยครั้งหดตัวลงไปเป็นเพียงการปฏิบัติภายนอกต่อจารีตพิธีกรรมซึ่งไม่เป็นข้อผูกมัด มีสิ่งศรัทธา แต่เป็นวาจาที่ไม่เหมาะสม  เป็นเรื่องน่าเศร้าใจที่เห็นองค์กรมนุษยธรรมบางแห่งมีการประณามการใช้ความรุนแรงก็จริง แต่ก็มีหลายองค์กรที่ยังเอาหูไปนาเอาตาไปไร่”

          พระคาร์ดินัลเมาโร ปีอาเชนซ่า (Maoro Piacenza) ซึ่งเป็นสมณมนตรีแห่งศีลอภัยบาป (Major Penitentiary) และประธานองค์กร “Aid to the Church in Need” เป็นผู้กล่าวคำปราศรัยคนสุดท้าย ซึ่งท่านขอร้องให้เราต้อง “ทุบกำแพงแห่งความตายของความเมินเฉยของเรา เราไม่สามารถที่จะลืมเสียงร้องของ “อาเบล” แห่งโลกที่กำลังส่งเสียงร้องเข้าหาพระเจ้า”

        องค์กร “Aid to the Church in Need” มีการส่งเสริมจัดฉากเหตุการณ์อื่นๆที่คล้ายเคียงกันด้วยการใช้สีแดง เช่นที่น้ำพุเทรวี่ “Trevi Fountain” ซึ่งเป็นบ่อน้ำพุมีชื่อเสียงในกรุงโรม ที่รัฐสภา และที่อาสนวิหารเวสท์มินเตอร์ (Westminster) ในกรุงลอนดอน ที่วิหารพระเยซคริสต์ พระผู้ไถ่ (Christ the Redeemer) แห่งกรุงริโอ เด จาเนอิโร (Rio de Janeiro) ที่มหาวิหารพระหฤทัยแห่งพระเยซูเจ้าแห่งมองท์มาร์ท (Sacred Heart of Montmartre) ในกรุงปารีส และสุดท้ายที่อาสนวิหารในกรุงมานิลา ประเทศฟิลิปปินส์

          ตามรายงานที่ได้รับมูลนิธิของสมเด็จพระสันตะปาปาดังกล่าวซึ่งเกี่ยวกับคริสตชนที่ “ถูกเบียดเบียนและถูกหลงลืม” การเบียดเบียนคริสตชนในช่วงปี ค.ศ.  2015 – 2017 มีความรุนแรงยิ่งกว่ายุคใดๆในประวัติศาสตร์  รายงานพูดถึงการเบียดเบียนในประเทศอียิปต์ อิหร่าน อินเดียและถึงขั้นรุนแรงในประเทศซาอุดิอาเรเบีย จีน เกาหลีเหนือ  เอรีเตรีย อิรัค ไนจีเรีย ปากีสถาน ซีเรีย และซูดาน

(วิษณุ ธัญญอนันต์ - เก็บเรื่องนี้มาเพื่อการไตร่ตรอง)