slide1 slide3 slide2 slide4

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงสถาปนาวันระลึกถึง “พระแม่มารีย์ มารดาแห่งพระศาสนจักร” วันจันทร์ หลังสมโภชพระจิตเจ้า

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงสถาปนาวันระลึกถึง

“พระแม่มารีย์ มารดาแห่งพระศาสนจักร”

วันจันทร์ หลังสมโภชพระจิตเจ้า

 

Pope Francis with an ancient icon of Mary in the Basilica of St. Mary Major  (Vatican Media)

        สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงกำหนดวันเพื่อรำลึกถึง “พระแม่มารีย์ มารดาแห่งพระศาสนจักร” ลงไปในปฏิทินพิธีกรรมของโรมันคาทอลิก วันจันทร์หลังวันอาทิตย์สมโภชพระจิตเจ้า

        สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงออกกฤษฎีกาให้ความศรัทธาโบราณต่อพระแม่มารีย์พรมจารีภายใต้พระนาม “มารดาแห่งพระศาสนจักร” บรรจุลงในปฏิทินโรมัน  การเฉลิมฉลองพิธีกรรม “BeataMariae Virginis, Ecclesiae Matrisถูกกำหนดให้เป็นวันฉลองประจำปีหลังวันสมโภชพระจิตเจ้า

 

        ในกฤษฎีกาที่สมณกระทรวงเพื่อการนมัสการพระเจ้าประกาศเมื่อวันเสาร์ ที่ 3 มีนาคม ที่ผ่านมา พระคาร์ดินัลโรเบิร์ต ซาร่า ซึ่งเป็นสมณมนตรีแห่งสมณกระทรวงดังกล่าว กล่าวว่า การตัดสินใจของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสเกิดขึ้นเพราะธรรมเนียมประเพณีซึ่งเกี่ยวกับแม่พระในฐานะที่ทรงเป็นมารดาแห่งพระศาสนจักร

 

 

พระคาร์ดินัลซาร่า: “การรำลึกถึงพระแม่มารีย์ใหม่ ช่วยส่งเสริมชีวิตของพระศาสนจักร

          พระคาร์ดินัลซาร่ากล่าวว่าสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงโปรดที่จะส่งเสริมความศรัทธานี้เพื่อที่จะ “สนับสนุนมิติความเป็นมารดาของพระศาสนจักรให้มากขึ้นในบรรดาผู้อภิบาล นักบวช และสัตบุรุษรวมทั้งความศรัทธาที่แท้จริงต่อแม่พระด้วย”


“มารดาแห่งพระศาสนจักร” ในธรรมเนียมประเพณี

        กฤษฎีกาสะท้อนให้เห็นถึงประวัติศาสตร์แห่งเทวศาสตร์เกี่ยวกับแม่พระในธรรมเนียมจารีตพิธีของพระศาสนจักรและข้อเขียนแห่งปิตาจารย์ของพระศาสนจักร

        ในประวัติศาสตร์ของพระศาสนจักร มีการกล่าวกันว่านักบุญเอากุสตินและนักบุญเลโอพระสันตะปาปา ทั้งสองท่านได้รำพึงไตร่ตรองถึงความสำคัญของพระแม่มารีย์พรหมจารีในพระธรรมล้ำลึกของพระคริสตเจ้า

        “ความจริงนักบุญเอากุสตินกล่าวว่า แม่พระเป็นแม่ของสมาชิกทุกคนของพระคริสตเจ้า เพราะอาศัยความรักแม่พระร่วมมือในการเกิดใหม่ของบรรดาคริสตชนในพระศาสนจักร  ส่วนนักบุญเลโอผู้ยิ่งใหญ่กล่าวว่าการให้กำเนิดศีรษะก็เป็นการให้กำเนิดกับร่างกายด้วย ดังนั้นจึงชี้ให้เห็นว่าแม่พระเป็นทั้งแม่ของพระเยซูคริสตเจ้าพระบุตรของพระเจ้า และเป็นแม่ของของสมาชิกแห่งพระกายทิพย์ของพระองค์ซึ่งได้แก่พระศาสนจักรด้วย”

        กฤษฎีกาพูดถึงการไตร่ตรองเหล่านี้ว่าเป็นผลของ “ความเป็นมารดาของแม่พระและจากความเป็นหนึ่งเดียวอย่างใกล้ชิดของพระแม่ในงานแห่งพระผู้ไถ่”

        กฤษฎีกากล่าวว่าพระคัมภีร์เขียนไว้ว่าแม่พระทรงประทับอยู่ ณ แทบไม้กางเขน (เทียบ ยน. 19: 25) ณ ตรงนั้นพระแม่กลายเป็นมารดาของพระศาสนจักรเมื่อพระแม่ “ยอมรับการเป็นประจักษ์พยานแห่งความรักของพระบุตรและต้อนรับทุกคนในบุคคลแห่งศิษย์ที่รักของพระเยซูให้เป็นบุตรธิดาที่จะเกิดใหม่สู่ชีวิตนิรันดร”

        ในปี ค.ศ. 1964 กฤษฎีกากล่าวว่าสมเด็จพระสันตะปาปาเปาโลที่ 6 ทรง “ประกาศพระแม่มารีย์พรหมจารีย์เป็น มารดาของพระศาสนจักร กล่าวคือ พระนางเป็นมารดาของคริสตชนทุกคน ทั้งสัตบุรุษและผู้อภิบาลซึ่งขานพระนามพระนางว่าเป็นมารดาที่น่ารักที่สุด” และยังทรงประกาศด้วยว่า “พระมารดาของพระเจ้าควรได้รับการถวายเกียรติและรับการขานพระนามอันน่ารักนี้จากคริสตชนทั่วโลก”

 

บัดนี้การถวายบูชาขอบพระคุณถือเป็นการระลึกถึงเฉลิมฉลองที่มีการกำหนดวันที่แน่นอน

        ต่อมาในปีศักดิ์สิทธิ์แห่งการคืนดีกัน ค.ศ. 1975 ได้มีการแทรกการถวายบูชาขอบพระคุณเข้าไปในปฏิทินพิธีกรรมโรมันเพื่อถวายเกียรติแด่พระแม่มารีย์มารดาของพระศาสนจักร  อาศัยกฤษฎีกาปัจจุบันสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงแทรกการเฉลิมฉลองเข้าไปในพิธีกรรมของพระศาสนจักรสากลซึ่งเป็นวันที่ถูกกำหนดไว้ตลอดไป

        สมณกระทรวงเพื่อการนมัสการพระเจ้า จัดทำจารีตพิธีอย่างเป็นทางการซึ่งเป็นภาษาลาติน กฤษฎีกากำหนดว่าการแปล และต้องได้รับการอนุมัติจากสภาพระสังฆราชฯ ก่อนที่จะได้รับการยืนยันจากสมณกระทรวงอีกโสตหนึ่ง

 

โปรดอ่านข้อความแห่งกฤษฎีกาที่แปลเป็นภาษาไทย ต่อไปนี้:

เลขที่ 10/18

        กฤษฎีกาว่าด้วยการเฉลิมฉลองพระแม่มารีย์มารดาแห่งพระศาสนจักรในปฏิทินพิธีกรรมโรมัน

        การถวายเกียรติและแสดงความเคารพต่อมารดาของพระเจ้าโดยพระศาสนจักรร่วมสมัย ในความสว่างแห่งการไตร่ตรองเกี่ยวกับพระธรรมล้ำลึกแห่งพระคริสตเจ้าไม่อาจมองข้ามภาพของสตรีผู้หนึ่งได้ (เทียบ กท.4: 4) ได้แก่พระแม่มารีย์พรหมจารีย์ผู้ทรงเป็นทั้งมารดาของพระคริสตเจ้าและของพระศาสนจักร

        โดยวิธีใดวิธีหนึ่งการปฏิบัตินี้มีอยู่แล้วในจิตใจของพระศาสนจักรตั้งแต่มีคำพูดมาช้านานแล้วของนักบุญเอากุสตินและนักบุญเลโอผู้ยิ่งใหญ่  ความจริงนักบุญเอากุสตินกล่าวว่าแม่พระเป็นมารดาของผู้ที่เป็นอวัยวะของพระคริสตเจ้า  เพราะโดยอาศัยความรัก พระแม่ได้ร่วมมือในการเกิดใหม่ของสัตบุรุษในพระศาสนจักร  ในขณะที่นักบุญเลโอกล่าวว่าการเกิดของศีรษะย่อมหมายถึงการเกิดของร่างกายด้วย ดังนั้นจึงแสดงให้เห็นว่าแม่พระเป็นทั้งมารดาของพระคริสตเจ้าพระบุตรของพระเจ้าและเป็นมารดาของอวัยวะแห่งพระกายทิพย์ของพระคริสตเจ้าซึ่งได้แก่พระศาสนจักร ความคิดเหล่านี้ได้มาจากการเป็นมารดาของแม่พระและจากความเป็นหนึ่งเดียวที่ใกล้ชิดในผลงานของพระผู้ไถ่ซึ่งเกิดขึ้นในเวลาที่พระองค์ทรงตรึงอยู่บนไม้กางเขน

        อันที่จริงพระมารดาผู้ทรงยืนอยู่ใต้ไม้กางเขน (เทียบ ยน. 19: 25) ได้กลายเป็นประจักษ์พยานแห่งความรักแห่งพระบุตรของพระแม่ และพระแม่ทรงต้อนรับทุกคนในบุคคลที่เป็นศิษย์รักของพระเยซูดุจบุตรธิดาซึ่งจะต้องเกิดใหม่สู่ชีวิตนิรันดร ดังนั้นพระนางจึงทรงเป็นมารดาที่อ่อนหวานของพระศาสนจักรซึ่งพระคริสตเจ้าทรงทำให้บังเกิดขึ้นบนไม้กางเขนเดชะพระจิต และในทำนองเดียวกันพระคริสตเจ้าโดยอาศัยศิษย์ที่รัก ทรงเลือกศิษย์ทุกคนเพื่อว่าทุกคนจะได้ต้อนรับพระนางด้วยความรักเยี่ยงบุตร

        ในฐานะที่ทรงเป็นผู้พิทักษ์ดูแลพระศาสนจักรเกิดใหม่  พระแม่ได้ทรงเริ่มพันธกิจ ณ บนห้องอาหารชั้นบนด้วยการอธิษฐานภาวนากับบรรดาอัครสาวกในขณะที่รอคอยการเสด็จมาของพระจิต (เทียบ กจ. 1: 14) ตามความหมายนี้ในช่วงเวลาหลายศตวรรษความศรัทธาของคริสตชนได้ถวายเกียรติแด่แม่พระด้วยหลายตำแหน่งและหลายพระนามด้วยกัน เช่น มารดาแห่งอัครสาวก มารดาแห่งคริสตชน มารดาแห่งผู้ที่มีความเชื่อ มารดาของทุกคนที่เกิดใหม่ในพระคริสตเจ้า รวมถึง “มารดาของพระศาสนจักร” ด้วย ดังที่มีการใช้กันในหนังสือของผู้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตฝ่ายจิตและในอำนาจสั่งสอนของพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 14 และพระสันตะปาปาเลโอที่ 13

        ดังนั้นรากฐานได้ถูกสร้างขึ้นอย่างชัดเจนซึ่งบุญราศีเปาโลที่ 6 ในวันที่ 21 พฤศจิกายน ค.ศ. 1964 ซึ่งเป็นวันปิดประชุมสภาสังคายนาวาระที่สาม พระองค์ทรงประกาศให้พระแม่มารีย์พรหมจารีย์เป็น “มารดาของพระศาสนจักร กล่าวคือ สัตบุรุษทุกคนทั้งฆราวาสและผู้อภิบาลควรขานพระนามพระแม่ว่าทรงเป็นมารดาที่น่ารักและอ่อนหวานที่สุด” และทรงกล่าวเสริมว่า “มารดาของพระเจ้าควรได้รับการถวายพระเกียรติโดยคริสตชนทุกคน และสมควรขานพระนามของพระแม่ด้วยตำแหน่งที่อ่อนหวานน่ารักนี้”

        เพราะฉะนั้นในโอกาสปีศักดิ์สิทธิ์แห่งการคืนดีกัน (ค.ศ. 1975) สันตะสำนักจึงเสนอให้มีการถวายบูชาขอบพระคุณเพื่อถวายเกียรติแด่ Beata Maria Ecclesiae Matris (มารดาของพระศาสนจักร) ซึ่งต่อมาได้มีการแทรกเข้าไปในปฏิทินพิธีกรรมบูชาขอบพระคุณ สันตะสำนักยังอนุญาตให้ขานพระนามในตำแหน่งนี้ในบทร่ำวิงวอน Litany of Loreto (1980) และพิมพ์สูตรต่างๆในบทภาวนาที่เกี่ยวกับพระแม่มารีย์พรหมจารี (1986)  ในบางประเทศ สังฆมณฑล และครอบครัวนักบวชที่ขออนุญาตสันตะสำนักจะได้รับอนุญาตให้เพิ่มการเฉลิมฉลองนี้เข้าไปในปฏิทินของตนเองได้

        หลังจากที่ได้อธิบายกันอย่างยืดยาวว่าการส่งเสริมความศรัทธานี้สามารถช่วยให้เราเข้าใจความหมายแห่งการเป็นมารดาของพระศาสนจักรได้เพียงใด ในบรรดาผู้อภิบาล นักบวช และสัตบุรุษ รวมถึงการเจริญเติบโตในความศรัทธาที่แท้จริงต่อพระแม่มารีย์ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงออกกฤษฎีกาว่า การรำลึกถึงพระแม่ผู้ทรงเป็นมารดาของพระศาสนจักรควรบรรจุลงไปในปฏิทินพิธีกรรม ในวันจันทร์หลังวันสมโภชพระจิตและให้ทำการเฉลิมฉลองทุกปีตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

        การเฉลิมฉลองนี้จะช่วยให้เราจำว่าการเติบโตในชีวิตคริสตชนต้องปักสมอไว้กับพระธรรมล้ำลึกแห่งไม้กางเขน กับการถวายตนเป็นบูชาของพระคริสตเจ้าในศีลมหาสนิท กับพระมารดาของพระผู้ไถ่ และมารดาของผู้ที่ได้รับการไถ่ ซึ่งได้แก่พรหมจารีย์ผู้ทรงถวายตนเองแด่พระเจ้า

        เพราะฉะนั้นการรำลึกนี้จะต้องปรากฎในปฏิทินและหนังสือจารีตพิธีเพื่อให้มีการเฉลิมฉลองบูชาขอบพระคุณและการทำวัตร คู่มือพิธีที่เกี่ยวข้องแนบมากับกฤษฎีกานี้แล้ว  สภาพระสังฆราชฯทุกแห่งต้องจัดให้มีการแปลและมีการอนุญาตก่อนที่จะส่งไปให้สมณกระทรวงอนุมัติอีกครั้งหนึ่งแล้วจึงจัดการพิมพ์

        หากการเฉลิมฉลองพระแม่มารีย์มารดาของพระศาสนจักรตรงกับวันฉลองที่มีฐานะสูงกว่า และได้รับการอนุมัติจากกฎหมายพิเศษในอนาคต อาจทำการเฉลิมฉลองได้ตามปกติไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

ประกาศ ณ กระทรวงเพื่อการนมัสการพระเจ้า

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2018

โอกาสวันระลึกถึงการประจักษ์ของแม่พระที่เมืองลูร์ด

 

- พระคาร์ดินัล โรเบิร์ต ซาร่า  สมณมนตรี

- อาร์เธอร์ โรเช่  พระอัครสังฆราช เลขาธิการฯ

 

(วิษณุ ธัญญอนันต์ – เก็บเอกสารนี้มาไตร่ตรองเพื่อความศรัทธาต่อแม่พระ มารดาแห่งพระศาสนจักร