slide1 slide3 slide2 slide4

การเข้าเฝ้าทั่วไป: พระสันตะปาปาฟรังซิส ทรงสรุปคำสอนเกี่ยวกับพิธีบูชาขอบพระคุณ (มิสซา)

การเข้าเฝ้าทั่วไป: พระสันตะปาปาฟรังซิส

ทรงสรุปคำสอนเกี่ยวกับพิธีบูชาขอบพระคุณ (มิสซา)

“เราโมทนาคุณพระเจ้าสำหรับการเดินทางที่ได้ค้นพบพิธีบูชาขอบพระคุณ”

วันพุธที่ 4 เมษายน ค.ศ. 2018

 

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงสรุปคำสอนเกี่ยวกับพิธีบูชาขอบพระคุณโดยรำพึงไตร่ตรองถึงพิธีปิด ในช่วงที่ประชาชนเข้าเฝ้าแบบทั่วไป ณ จัตุรัสนักบุญ  เปโตร วันพุธที่ 4 เมษายน ค.ศ. 2018

หลังจากที่ทรงสรุปคำสอนของพระองค์ในหลายภาษา พระองค์เสด็จไปทักทายประชาชนซึ่งอยู่ ณ ที่นั้น การเข้าเฝ้าแบบทั่วไปจบลงด้วยการขับร้องบทข้าแต่พระบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย ตามด้วยการอวยพรของสมเด็จพระสันตะปาปา

 

* * *

 

การสอนคำสอนของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส

อรุณสวัสดิ์ สุขสันต์วันปัสกา พี่น้องชายหญิงที่รักทั้งหลาย

        ท่านทั้งหลายคงจะเห็นว่าวันนี้มีดอกไม้มากมาย ดอกไม้ที่แสดงถึงความชื่นชมยินดีและความสุข ในบางแห่งเขาเรียกวันปัสกาว่า “ปัสกาแห่งมวลดอกไม้”  เพราะว่าพระเยซูคริสตเจ้าผู้ทรงเสด็จกลับคืนพระชนม์ชีพมีความเบิกบานดุจดอกไม้  พระองค์ทรงเป็นดอกไม้ใหม่ ทรงเป็นดอกไม้ที่สร้างความชอบธรรมให้กับเรา เป็นความศักดิ์สิทธิของพระศาสนจักรที่กำลังเบิกบานดุจดอกไม้ เพราะฉะนั้นเรามีดอกไม้มากมาย เป็นความชื่นชมยินดีของเรา เราทำการฉลองสมโภชปัสกากันทั้งสัปดาห์ เพราะฉะนั้นขอให้เราทุกคนส่งความสุขปัสกาให้แก่กันและกันอีกครั้งหนึ่งโดยกล่าวว่า “สุขสันต์ปัสกา” [แล้วทุกคนก็กล่าวพร้อมกันว่า สุขสันต์ปัสกา Happy Easter – Buona Pasqua]   นอกนั้นข้าพเจ้ายังอยากให้ทุกคนกล่าวสุขสันต์ปัสกาแด่สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16 ผู้ทรงเป็นที่รักของพวกเราซึ่งกำลังเฝ้าดูเรา ณ เวลานี้ผ่านทางการถ่ายทอดโทรทัศน์ ขอให้เรากล่าวสุขสันต์ปัสกาแด่สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์พร้อมกัน (พวกเขากล่าว “สุขสันต์ปัสกา!”) พร้อมกับปรบมือเสียงดัง

        พร้อมกันนี้วันนี้เราขอจบคำสอนที่ว่าด้วยบูชาขอบพระคุณ (มิสซา) ซึ่งความจริงแล้ว เป็นพิธีรำลึกแต่มิใช่เป็นการรำลึกแต่อย่างเดียว การทรมานและการเสด็จกลับคืนพระชนม์ชีพของพระเยซูคริสต์ถูกทำให้มีชีวิตเป็นปัจจุบันขึ้นมาใหม่       ครั้งที่แล้ว เราพูดถึงพิธีศีลมหาสนิทและภาวนาหลังการรับศีล หลังจากภาวนานี้แล้วก็จะเป็นภาคปิดพิธีด้วยการอวยพรของพระสงฆ์และมีการส่งสัตบุรุษออกไปในสันติสุขของพระเจ้า (เทียบ Ordinamento Generale del Messale Roman, 90) เราเริ่มพิธีด้วยการทำเครื่องหมายกางเขนในพระนามพระบิดา พระบุตร และพระจิต และอีกครั้งหนึ่งในพระนามของพระตรีเอกภาพในพิธีจบบูชาขอบพระคุณซึ่งเป็นการกระทำในรูปแบบของจารีตพิธี

          อย่างไรก็ตาม เราทราบกันดีว่าในขณะที่บูชาขอบพระคุณ (มิสซา) จบลงหน้าที่ของการเป็นประจักษ์พยานของคริสตชนก็เริ่มต้นขึ้น  คริสตชนไม่ใช่ไปวัดร่วมบูชามิสซาเพื่อทำหน้าที่สัปดาห์ละครั้งแล้วก็ลืมหมดทุกอย่าง  มิใช่เช่นนั้นเลย เราไปร่วมพิธีบูชาขอบพระคุณ เพื่อมีส่วนร่วมในพระมหาทรมานและการกลับคืนชีพพร้อมกับพระเยซูคริสตเจ้า จากนั้นก็ต้องดำเนินชีวิตให้ดียิ่งๆขึ้นในฐานะที่เป็นคริสตชน หน้าที่การเป็นประจักษ์พยานของคริสตชนจะต้องเริ่มต้นทันที เราออกจากวัดเพื่อ “ไปในสันติสุข” เพื่อนำพระพรของพระเจ้าไปสู่การปฏิบัติกิจวัติประจำวันของเรา ในบ้านของเรา ในที่ทำงาน ในวิชาอาชีพต่าง ๆ ในโลก “ถวายพระสิริมงคลแด่พระเจ้าด้วยชีวิตของเรา” กระนั้นก็ตาม หากเราเดินออกจากวันพูดคุยกันว่า “ดูนี่สิ...”          “ดูนั่นสิ...” คุยกันมากเกินไป ถ้าหากเป็นเช่นนั้นพิธีบูชาขอบพระคุณ (มิสซา) ก็ยังไม่ได้เข้าไปถึงหัวใจของเรา ทำไมหรือ? เพราะว่าเราจะไม่สามารถที่จะดำเนินชีวิต   ที่เป็นประจักษ์พยาน ทุกครั้งที่ข้าพเจ้ากลับจากการร่วมบูชามิสซา ข้าพเจ้าต้องดำเนินชีวิตดีกว่าก่อนไปร่วมพิธีบูชามิสซา ดังนั้นหลังจากร่วมพิธีแล้วเราต้องมีชีวิตชีวามากขึ้น  ต้องมีพลังมากขึ้น ต้องมีความปรารถนาเพิ่มขึ้นที่จะเป็นประจักษ์พยาน โดยอาศัยศีลมหาสนิทพระเยซูคริสตเจ้าทรงเสด็จเข้ามาประทับกับเรา ในดวงใจและกายของเรา เพื่อที่เราจะได้สามารถ “แสดงออกในชีวิตซึ่งศีลศักดิ์สิทธิ์ที่เราได้รับในความเชื่อ” (Messale Romano, Collect of Monday of the Octave of Easter)

 

          เพราะฉะนั้นนี่ต้องเป็นการเฉลิมฉลองที่นำไปสู่ชีวิตใหม่ โดยตระหนักว่าพิธีบูชาขอบพระคุณ (มิสซา) จะสมบูรณ์ด้วยการเลือกที่เป็นรูปธรรมในการมีส่วนร่วมอย่างเป็นการส่วนตัวในพระธรรมล้ำลึกของพระเยซูคริสตเจ้า เราต้องไม่ลืมว่าเราเฉลิมฉลองศีลมหาสนิทเพื่อเรียนรู้ที่จะกลายเป็นบุคคลแห่งศีลมหาสนิท  หมายความว่าอะไร? หมายความว่าเราต้องยอมให้พระเยซูคริสต์เป็นผู้ปฏิบัติ    พันธกิจและกิจการต่าง ๆ ในตัวเรา ความคิดของพระองค์ต้องเป็นความคิดของเรา ความรู้สึกของพระองค์เป็นความรู้สึกของเรา การเลือกของพระองค์เป็นการเลือกของเรา และนี่คือความศักดิ์สิทธิ์ การกระทำตามสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทรงกระทำกลายเป็นความศักดิ์สิทธิ์ของคริสตชน นักบุญเปาโลกล่าวไว้ชัดเจนมากเมื่อพูดถึงการที่ท่านยึดถือพระเยซูคริสต์มาเป็นแบบฉบับ ท่านได้กล่าวว่า “ข้าพเจ้าถูกตรึงกางเขนกับพระคริสตเจ้าแล้ว ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่มิใช่ตัวข้าพเจ้าอีกต่อไป  แต่พระคริสตเจ้าทรงดำเนินชีวิตอยู่ในตัวข้าพเจ้า ชีวิตที่ข้าพเจ้ากำลังดำเนินอยู่ในร่างกายขณะนี้ ข้าพเจ้าดำเนินชีวิตในความเชื่อถึงพระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงรักข้าพเจ้าและทรงมอบพระองค์เพื่อข้าพเจ้า” (กท. 2: 19-20) นี่แหละคือการเป็นประจักษ์พยานของคริสตชน  ประสบการณ์ของนักบุญเปาโลให้ความสว่างแก่เราด้วยเช่นกัน ในมิติที่เราต้องระงับความเห็นแก่ตัวของเราหรือยึดเอาตัวเองเป็นหลัก กล่าวคือเราจำเป็นต้องตายไปกับสิ่งที่ขัดแย้งกับพระวรสารและขัดแย้งกับความรักของพระเยซูคริสต์ เราต้องเปิดพื้นที่ว่างในตัวเราด้วยอำนาจของพระจิต คริสตชนคือผู้ที่ยอมให้ดวงวิญญาณของตนมีพลังของพระจิตเพิ่มขึ้น หลังจากที่ได้รับพระกายและพระโลหิตของพระเยซูคริสตเจ้า  ไม่ใช่เป็นดวงวิญญาณที่มีจิตใจแคบ ปิดกั้นตนเอง ใจปลาซิวและเห็นแก่ตัว  ไม่เลย...เราต้องเป็นดวงวิญญาณที่เปิดใจกว้าง ต้องเป็นดวงวิญญาณที่ยิ่งใหญ่พร้อมกับการเปิดขอบฟ้าใหม่ที่ยิ่งใหญ่... ขอให้ดวงวิญญาณของพวกเราทุกคนขยายโตขึ้นด้วยพลังของพระจิตหลังจากที่ได้รับพระกายและพระโลหิตของพระเยซูคริสตเจ้า

        เพราะว่าการประทับอย่างแท้จริงของพระเยซูคริสตเจ้าในแผ่นปังที่เสกแล้วมิได้ทำให้พิธีบูชาขอบพระคุณจบลง (เทียบ คำสอนของพระศาสนจักรคาทอลิก    ข้อ 1374) ศีลมหาสนิทถูกนำไปเก็บไว้ในตู้ศีลเพื่อนำไปแจกจ่ายหล่อเลี้ยงให้กับคนป่วยและเพื่อการนมัสการอย่างเงียบ ๆ ต่อพระเยซูคริสตเจ้าผู้ทรงประทับในศีลศักดิ์สิทธิ์  การนมัสการศีลมหาสนิทนอกพิธีบูชาขอบพระคุณ ไม่ว่าจะเป็นการส่วนตัวหรือเป็นหมู่คณะชุมชนจะช่วยให้พวกเราดำรงอยู่ในพระคริสตเจ้า (Cf. Ibid., 1378-130)

          เพราะฉะนั้นผลของพิธีบูชาขอบพระคุณถูกกำหนดให้ต้องเกิดมีวุฒิภาวะในทุกชีวิต  เราสามารถกล่าวเช่นนี้ด้วยมโนภาพว่าพิธีบูชาขอบพระคุณเปรียบประดุจเมล็ดพันธุ์ข้าวสาลีซึ่งเจริญงอกงามในชีวิตปกติ  ซึ่งเจริญเติบโตขึ้นด้วยผลงานที่ดี  ในทัศนคติที่ทำให้เรามีความละม้ายคล้ายกับพระเยซูคริสต์  ดังนั้นผลของพิธีบูชาขอบพระคุณจึงถูกกำหนดให้ต้องเกิดวุฒิภาวะ ส่งเสริมความเป็นหนึ่งเดียวกันของเรากับพระคริสตเจ้า  ศีลมหาสนิทเพิ่มพระหรรษทานที่พระจิตเจ้ามอบให้เราในศีลล้างบาปและในศีลกำลังเพื่อการเป็นประจักษ์พยานของเราจะได้มีความน่าเชื่อถือ      (Cf Ibid., 1391-1392)

          และ โดยอาศัยการจุดประกายความรักของพระเจ้าในดวงใจของเรา ศีลมหาสนิทบังเกิดผลอะไรในชีวิตบ้าง? พลังแห่งพระกาย-พระโลหิตของพระเยซูคริสต์จะแยกเราออกจากบาป “ยิ่งเรามีส่วนร่วมในชีวิตของพระเยซูคริสตเจ้าและเจริญขึ้นในมิตรภาพกับพระองค์มากเท่าใด ชีวิตก็จะไม่พรากจากพระองค์ไปด้วยการทำบาปหนัก (Ibid., 1395) การรับศีลมหาสนิทบ่อยๆจะรื้อฟื้น เพิ่มพลัง และกระชับความสัมพันธ์ของเรากับชุมชนคริสตชนที่เราสังกัด ตามหลักที่ว่าศีลมหาสนิทสร้างพระศาสนจักร (Cf. Ibid., 1396) อันทำให้เราทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกัน

        สุดท้าย การมีส่วนร่วมในศีลมหาสนิททำให้เรามีความสัมพันธ์ทีดีกับผู้อื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนยากจน เพราะจะสอนเรา เมื่อเริ่มต้นจากพระกายของพระคริสตเจ้า ต้องมุ่งสู่กายของบรรดาพี่น้องของเรา ซึ่งในบุคคลเหล่านั้นพระองค์ทรงรอให้เรายอมรับ รับใช้ ให้เกียรติ และได้รับความรักจากเรา (Cf. Ibid., 1397)      การมีขุมทรัพย์แห่งความเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระคริสตเจ้าในภาชนะดิน        (เทียบ 2 คร.4: 7) ดังนั้นจึงจำเป็นเสมอที่ต้องกลับไปยังพระแท่นศักดิ์สิทธิ์จนกระทั่งเราได้รับความชื่นชมยินดีอย่างบริบูรณ์ในสรวงสวรรค์ อันเป็นความสุขแท้แห่งงานเลี้ยงแต่งงานแห่งลูกแกะ (เทียบ วว. 19: 9)

          เราขอโมทนาคุณพระเจ้าสำหรับการเดินทางที่ทำให้เราค้นพบความหมายของพิธีบูชาขอบพระคุณ ซึ่งพระองค์ทรงมอบให้เรา เพื่อเราจะทำให้สำเร็จลุล่วงไปพร้อมกัน และเรายอมที่จะได้รับการฟื้นฟูความเชื่อในการสัมผัสที่แท้จริงกับพระเยซูคริสต์ผู้ทรงสิ้นพระชนม์และเสด็จกลับคืนชีพเพื่อเราในยุคร่วมสมัยของเรา ขอให้ชีวิตเรา “เจริญงอกงามยิ่งขึ้นเสมอดุจดอกไม้” เฉกเช่นในวันสมโภชปัสกา พร้อมกับดอกไม้แห่งคามหวัง ความเชื่อ และการกระทำสิ่งที่ดี ขอให้เราได้พบกับพลังสำหรับการนี้ในศีลมหาสนิทในความเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ ขอส่งความสุขปัสกามายังทุกคน!

(วิษณุ ธัญญอนันต์ - เก็บคำสอนเรื่องนี้มาเพื่อการไตร่ตรองร่วมกัน)