slide1 slide3 slide2 slide4

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจุฬาลงกรณ์ (รัชกาลที่ 5) เสด็จเยือนสมเด็จพระสันตะปาปา เลโอ ที่ 13 ณ นครรัฐวาติกัน ในปี ค.ศ. 1897

บทวิเคราะห์

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจุฬาลงกรณ์ (รัชกาลที่ 5)

เสด็จเยือนสมเด็จพระสันตะปาปา เลโอ ที่ 13

ณ นครรัฐวาติกัน ในปี ค.ศ. 1897

                          

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจุฬาลงกรณ์                                          บิช็อป ฌ็อง-หลุยส์ เวย์

กับสมเด็จพระสันตะปาปา เลโอ ที่ 13                                          ประมุขช่วงปี ค.ศ. 1874 -1909

การเสด็จเยือนสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอ ที่ 13 ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจุฬาลงกรณ์ ไม่ใช่เป็นแค่เพียง การเสด็จเยี่ยมเยือนตามมารยาท แบบปกติทั่วไป ความจริงแล้วนี่เป็นการเสด็จเยือนครั้งแรกของผู้นำรัฐ (ฐานะกษัตริย์หรือประธานาธิบดี) ซึ่งมิใช่เป็นคาทอลิก ดังนั้นพระมหากษัตริย์แห่งกรุงสยามได้กลายเป็นผู้เริ่มประเพณีที่ทุกวันนี้ถือ

กันว่าเป็นเรื่องปกติ (1)ยิ่งกว่านั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจุฬาลงกรณ์ได้ขอเข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปาผู้นำพระศาสนจักรสูงสุดของคาทอลิก ซึ่งอยู่ในห้วงเวลาที่มีความตึงเครียดและบาดหมางระหว่างรัฐบาลประเทศอิตาลีกับรัฐวาติกัน (ซึ่งทางประวัติศาสตร์เรียกกรณีนี้ว่า โรมัน เคว็สชั่น) ตำแหน่งพระสันตะปาปามิได้มีอำนาจในการปกครองแบบทางโลกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1860 เป็นต้นมา ดังนั้น ในปี ค. ศ. 1897 การเสด็จเยือนของพระมหากษัตริย์แห่งกรุงสยาม จึงไม่ได้ถูกถือว่าเป็นรูปแบบปกติในการแสดงความเคารพต่อเจ้าปกครองเมือง  อาจจะเป็นเพราะว่าความแตกต่างแห่งการนับถือศาสนา จึงเป็นข้ออ้างได้อย่างดีและไม่ต้องรู้สึกอัดพระทัยทั้งสองฝ่าย ในช่วงนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจุฬาลงกรณ์ประทับ ณ กรุงโรม ซึ่งพระองค์ทรงเป็นพระอาคันธุกะของกษัตริย์อุมแบร์โต ที่ 1 (1878-1900) และของรัฐบาลแห่งประเทศอิตาลี  ถ้าจะวิเคราะห์กันแบบทั่วไปพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ไม่จำเป็นต้องขอเข้าเฝ้าผู้เป็นหัวหน้าสูงสุดของพระศาสนจักรคาทอลิก (พระสันตะปาปา)
ซึ่งพำนัก ณ วาติกัน แต่ว่าพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ได้ตัดสินพระทัยแสดงพระประสงค์ที่จะเสด็จเยือนสมเด็จพระสันตะปาปา ซึ่งถือว่าเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนที่สุด เราพยายามหาเหตุผล และการวิเคราะห์อะไรบางอย่าง ทำไมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจุฬาลงกรณ์ได้ตัดสินพระทัยเช่นนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจุฬาลงกรณ์ และคริสตชน

        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจุฬาลงกรณ์ได้ให้หลักประกันเรื่องเสรีภาพในการนับถือศาสนา ดุจพระราชบิดาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเราจำต้องระลึกถึงความจริงด้วยว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจุฬาลงกรณ์ได้รับการศึกษาจากแหม่มชื่ออันนา เลียวโนเวนส์  ในปี ค.ศ. 1862 แหม่มอันนาได้รับหน้าที่เป็นครูสอนลูกหลานพระมหากษัตริย์ วิชาภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ และวรรณคดี เธอมิได้สอนข้อเชื่อให้เปลี่ยนศาสนา แต่ด้วยวิธีจัดการกับปัญหาและแบบฉบับของการเป็นคริสตชนที่ดี แน่นอนว่าช่วยให้ลูกท่านหลานเธอได้พัฒนามิติแห่งการเสวนาระหว่างศาสนา หรือเรื่องศาสนสัมพันธ์นั่นเอง ซึ่งพระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจุฬาลงกรณ์ทรงพอพระทัยในแหม่มเลียวโนเวนส์เป็นอย่างมาก (2)

        ดังนั้นบรรดาคริสตชนได้กลายเป็นส่วนหนึ่งแห่งประชากรของพระราชอาณาจักรสยามแม้ว่าจะมีจำนวนไม่มากก็ตาม ชุมชนคาทอลิกปรากฏอยู่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ในขณะที่ธรรมทูตโปรเตสแตนต์เริ่มเข้ามาในทศวรรษที่สามแห่งศตวรรษที่ 19 การช่วยพัฒนาประเทศสยามของพวกเขาได้รับความชื่นชมมากจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจุฬาลงกรณ์ ประชาชนชาวสยามได้ให้การต้อนรับบรรดาธรรมทูตจากโลกตะวันตก ในเรื่องงานด้านมนุษยธรรมของพวกเขาและประโยชน์ที่ได้รับจากการค้าขาย ความสัมพันธ์ทางงการทูต และความเจริญก้าวหน้าแห่งวัฒนธรรม  ในบรรดาโปรเตสแตนต์เหล่านั้นเราอาจเอ่ยถึงผู้ที่มีชื่อเสียงหลายคน เช่น แดน บี. แบรดเลย์ (Dan B. Bradley), ซามูแอล เฮ้าส์ (Samuel House) เอส. จี. แม็ค ฟาร์แลนด์ (S.G. McFarland), ดาเนียล ดานิเอลารี่ (Daniel Danielary) ฯลฯ (3)

        ทัศนคติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต่อเรื่องเสรีภาพในการนับถือศาสนามีหลักฐานแสดงไว้อย่างเป็นทางการ ในหมายประกาศซึ่งข้าหลวงแห่งนครเชียงใหม่ ลำปาง และ ลำพูน ได้จัดพิมพ์ขึ้นเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ค.ศ. 1878 ซึ่งเป็นจดหมายที่ลิขิตด้วยพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจุฬาลงกรณ์ ความว่า ดังนี้

        “ข้าพเจ้า พระยาเทพ วรชุน ข้าหลวงของพระมหากษัตริย์แห่งกรุงสยาม... พระองค์ได้ทรงพระมหากรุณาส่งจดหมายโดยประทับตราถึงข้าพเจ้า... ความว่าหน้าที่ทางศาสนาและทางการเมืองจะต้องไม่มีความขัดแย้งกัน ผู้ใดใคร่ที่จะนับถือศาสนาใด เมื่อเห็นว่าเป็นของจริงและควรที่จะนับถือ ให้ผู้นั้นกระทำได้โดยไม่มีข้อบังคับใด ๆ  ความรับผิดชอบในการเลือกว่าสิ่งใดถูก สิ่งใดผิดตกอยู่กับปัจเจกชนของผู้ตัดสินใจ  ไม่มีอะไรในกฎหมายหรือขนบธรรมเนียมใดแห่งกรุงสยาม และไม่มีข้อตกลงกับต่างประเทศที่มีข้อบังคับเกี่ยวกับการนับถือและการปฏิบัติศาสนกิจสำหรับผู้ใด

        เพื่อให้มีความชัดเจนกว่านี้ หากผู้ใดหรือบุคคลใดใคร่ที่จะนับถือศาสนาคริสต์  พวกเขามีเสรีภาพและอนุญาตให้เลือกได้ตามใจตนเอง... นอกนั้นขอห้ามอย่างเด็ดขาด มิให้เจ้าผู้มีอำนาจปกครอง ญาติโยม หรือมิตรสหายของผู้ที่ปรารถนาเข้านับถือศาสนาคริสต์เป็นอุปสรรคขัดขวางต่อพวกเขา และห้ามผู้ใดบังคับคนอื่นให้เชื่อหรือทำอะไรที่ศาสนาของเขาห้ามเชื่อ หรือห้ามปฏิบัติ... (4)

        การศึกษาสมัยใหม่ ประเพณีการปฏิบัติของชาวพุทธ และอหิงสา มีพระทัยเป็นกลาง คือเหตุแห่งการตัดสินพระทัยเช่นนี้

        ในด้านชาวคริสต์คาทอลิกเราสังเกตว่ามีบทบาทมากในหลายปีในช่วงเหล่านั้นโดย บิช็อปฌ็อง-หลุยส์ เวย์ (Bishop Jean-Louis Vey) ประมุขช่วงปีค.ศ. 1874 -1909ซึ่งปกครองพระศาสนจักรคาทอลิกท้องถิ่นร่วมสมัยกับพระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจุฬาลงกรณ์ ช่วงปี ค.ศ. 1868 - 1910

        พระเจ้าอยู่หัวรัชกาล ที่ 5 ทรงแสดงความยินดีกับบิช็อปฌ็อง-หลุยส์ เวย์ (Bishop Louis Vey) ซึ่งได้รับการสถาปนาจากสมเด็จพระสันตะปาปาในปี
ค.ศ. 1875 และทรงให้คำมั่นรับประกันว่า:

        ความสุขและผลประโยชน์ทั้งสิ้นที่บรรดาบาทหลวงและสัตบุรุษโรมันคาทอลิกมีอยู่ ข้าพเจ้าตั้งใจที่จะมอบให้ตลอดไป... ขอให้ผู้ที่เป็นใหญ่ในสากลโลกจงแสดงอำนาจพิทักษ์ดูแลท่านและประทานความสุขให้แก่ท่านตลอดไป  (5)

        ในห้องเก็บเอกสารของอัครสังฆมณฑลกรุงเทพมีจดหมายอยู่ชุดหนึ่งที่ยังไม่ได้มีการจัดพิมพ์ซึ่งเป็นจดเหมายโต้ตอบระหว่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับบิช็อป (มุขนายก) มีฉบับหนึ่งซึ่งลงวันที่ 5 กันยายน ค.ศ. 1883 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงตรัสว่า พระองค์ไม่เคยคิดเลยว่ามีแต่เพียงพุทธศาสนาเท่านั้นเป็นศาสนาที่ดี  พระองค์ทรงเต็มพระทัยที่จะให้การสนับสนุนศาสนาอื่น ๆตราบใดที่ศาสนาเหล่านั้นสอนคุณค่าแห่งศีลธรรมและสอนประชาชนให้เป็นคนดี  (6)

        บรรดาศาสนิกคาทอลิกมีส่วนสำคัญในการช่วยสร้างสังคมโดยใช้ประเพณีที่สำคัญของตนในการอบรมมโนธรรมของประชาชนให้มีความรับผิดชอบต่อองค์พระเจ้า ให้มีความเอื้ออาทรต่อคนยากจน และด้วยการศึกษาสมัยใหม่ เครือข่ายโรงเรียนคาทอลิกมีถึงกว่า 40 โรงเรียนที่ให้การศึกษาแก่เด็ก ๆ ทั้งที่เป็นคาทอลิกและที่ไม่ใช่คาทอลิก ในปี ค.ศ. 1877 บาทหลวงโกล็องเบท์ (Colombet) เห็นว่าประเทศสยามต้องการวิทยาลัย จึงตัดสินใจวางศิลาฤกษ์ ในช่วงแรกมีความยุ่งยากพอสมควร แม้จะมีการเปิดการเรียนการสอนแล้วก็จริง แต่กว่าจะเปิดเป็นวิทยาลัยได้ก็ต้องถึงปี
ค.ศ. 1885  สี่ปีหลังจากที่วิทยาลัยแรกแห่งสยามได้รับการเปิดอย่างเป็นทางการโดยเจ้าพระยาดำรงราชานุภาพ วิทยาลัยอัสสัมชัญมีนักเรียนประมาณ 400 คน โดยใช้หลักสูตรชั้นสูงสอนเป็นภาษาไทย ยังมีภาษาฝรั่งเศสและภาษาอังกฤษเป็นภาษาเลือกที่สอง  ในปีเดียวกันนั้นภคิณีคณะแซงต์โมร์ (Maure)หรือ ซิสเตอร์คณะ
พระกุมารเยซู ได้เปิดวิทยาลัยแรกสำหรับนักเรียนหญิง คือ เซนต์โยเซฟ คอลเล็จ (St. Joseph College) ซึ่งต่อมาได้รับช่วงต่อโดยภคิณีคณะเซนต์ปอล เดอ ชารตร์ (St. Paul de Chartres) และได้มีความคิดริเริ่มบางอย่างในเรื่องสุขอนามัยด้วย
โรงพยาบาลสมัยใหม่คาทอลิกจึงเริ่มขึ้นใน ค.ศ. 1898 (7)

        ที่น่าตั้งข้อสังเกตคือสถานการณ์ที่มีความละเอียดอ่อนเป็นพิเศษของบรรดาธรรมทูตคาทอลิก (ซึ่งเป็นมิสชันนารีชาวฝรั่งเศส) ในช่วงวิกฤต ปี ค.ศ. 1893 เมื่อเรือปืนฝรั่งเศสแล่นเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นมาถึงกรุงเทพ ประชาชนคนไทยสมัยนั้นเหมาเอาง่าย ๆ ว่านี่เป็น ผู้บุกรุก ซึ่งมีความเชื่อมโยงกันกับบรรดาธรรมทูต ดังนั้นพระประมุขของศาสนจักรท้องถิ่น บิช็อป ฌ็อง-หลุยส์ เวย์ จึงเอาตัวออกห่างและกำชับเสมอให้ผู้ร่วมงานออกจากข้อขัดแย้งทางการเมือง แล้วให้อุทิศตนอย่างสิ้นเชิงกับการอบรมสั่งสอนในเรื่องมโนธรรมแต่เพียงอย่างเดียว ในเดือนกรกฎาคม
ค.ศ. 1893 บิช็อป ฌ็อง-หลุยส์ เวย์ ถูกกงสุลฝรั่งเศสชื่อ โอกุส ปาวี
(August Pavie) เรียกไปพบแล้วสั่งให้ธรรมทูตทุกคนไปรวมตัวกันอยู่ในสถานทูตฝรั่งเศส เพราะจะเริ่มมีการยิงปืนใหญ่ใส่ตัวเมือง พระคุณเจ้าเวย์ปฏิเสธที่จะเรียกพระสงฆ์และได้ตำหนิอย่างแรงต่อการกระทำของกงสุลฝรั่งเศสในความตั้งใจที่จะก่อสงคราม พร้อมกับยืนยันว่าตนจะไม่ออกจากบ้านพักจนกว่าทางด้านกงสุลฝรั่งเศสจะเปลี่ยนความคิดและท่าทีใหม่ เป็นอันว่าคำสั่งของกงสุลไม่ประสบความสำเร็จ แม้ว่าพระคุณเจ้าหลุยส์ เวย์ ไม่สามารถชักชวนทัพเรือของฝรั่งเศสให้ละทิ้งการก้าวร้าวด้านอื่นๆก็ตาม

        ความตึงเครียดต่อชาวฝรั่งเศสที่อยู่ในแผ่นดินสยามได้เกิดระเบิดออกมาซึ่งเราพอที่จะเข้าใจได้ แต่รัฐบาลตระหนักดีถึงการแทรกแซงที่เป็นคุณประโยชน์ของพระคุณเจ้า หลุยส์ เวย์ เจ้าพระยาเทวะวงศ์รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศให้ความมั่นใจกับท่านประมุขศาสนปกครองหลุยส์ เวย์ ว่ารัฐบาลจะใช้มาตรการทุกอย่างเพื่อมิให้เกิดปัญหากับคริสตชนดังที่ เบื้องสูง (ซึ่งหมายถึงพระมหากษัตริย์) ทรงต้องการ เป็นที่เข้าใจกันว่ามิสซังคาทอลิกไม่มีส่วนใด ๆ ในเรื่องเกี่ยวกับการเมือง (8)  

        เราอาจเดาใจ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจุฬาลงกรณ์ได้ว่า นอกจากทรงโปรดปรานพระคุณเจ้า ฌ็อง-หลุยส์ เวย์ แล้ว พระองค์ยังคงตั้งความหวังว่าในการพบกับสมเด็จพระสันตะปาปา พระองค์ทรงคาดหวังและเชื่อมั่นที่จะได้รับการสนับสนุนจากสันตะปาปาผู้มีอิทธิพลในเชิงศีลธรรมต่อรัฐบาลฝรั่งเศสด้วย เราไม่ทราบเรื่องราวทั้งหมดในการพบปะสนทนากันระหว่างพระเจ้าอยู่หัวกับพระสันตะปาปาเป็นเวลา 20 นาที และการพบปะกันอีกสองครั้งกับพระคาร์ดินัลมารีโอ รัมปอลลา (Rampolla) ช่วงนั้นท่านดำรงตำแหน่งเลขาธิการแห่งรัฐ หรือนายกรัฐมนตรี แต่คิดว่าคงจะมีการสนทนากันเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม ทัศนคติที่ให้ความเคารพอย่างเปิดกว้างของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจุฬาลงกรณ์ต่อคริสตศาสนาได้รับการยืนยันในช่วงที่พระองค์ทรงเสด็จประพาสยุโรป และแน่นอนว่าพระองค์ได้รับการชมเชยจากผู้ที่เกี่ยวข้องในประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องเสรีภาพในการนับถือศาสนา เราเห็นว่าพระองค์ทรงหาซื้อทั้งรูปปั้นและภาพวาดเกี่ยวกับศาสนาหลายชิ้น และพระองค์ก็ทรงเสด็จไปเยี่ยมวัดคริสต์ต่าง ๆ หลายแห่ง  (9)

        เกี่ยวกับประเด็นสุดท้ายนี้ เราหมายถึงเหตุการณ์และกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ณ เมืองฟลอเรนซ์ (Florence) หลังจากที่พระเจ้าอยู่หัวเสร็จสิ้นพระราชกรณียกิจจากการเยี่ยมเยียนกรุงโรม

           หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นฉบับหนึ่งลงข่าวว่า

        เมื่อวานนี้ (14 มิถุนายน ค.ศ. 1897) เวลา 10.30 น. พระเจ้าอยู่หัวพระมหากษัตริย์แห่งกรุงสยามพร้อมกับหม่อมเจ้าจิระและสวัสดิ์และผู้ติดตามได้เสด็จออกจากโรงแรมโฮเต็ล เดอ ลา เปซ์ (Hotel de la Paix) โดยรถยนต์พระที่นั่งเสด็จไปเยือนอาสนวิหารโดยมีนายพลอัปเปลิอุส (Appelius) เป็นผู้ร่วมเดินทางไปด้วย

        คณะผู้เดินทางถึงอาสนวิหาร ในขณะนั้นกำลังมีพิธีปลงศพพระอัครสังฆราช เช็คโกนี (Archbishop Cecconi) พระเจ้าอยู่หัวประทับรออยู่ 15 นาทีจนจบพิธีโดยเฝ้าดูพิธีด้วยความสนพระทัยยิ่งนัก พระองค์ยังได้เฝ้าสังเกตพระคาร์ดินัลเบาซา (Bausa) ผู้เป็นประธานประกอบพิธีและพระสงฆ์อื่นๆประจำอาสนวิหาร เมื่อพิธีจบแล้วพระองค์จึงทรงพระดำเนินไปเยี่ยมชมภายในอาสนวิหารอย่างละเอียดละออ

        จากนั้นพระองค์ตัดสินพระทัยทรงพระดำเนินข้ามจัตุรัสไปเยี่ยมสถานที่ที่ใช้เพื่อทำพิธีล้างบาป (Baptistery) ซึ่งขณะนั้นบังเอิญมีพิธีล้างบาปให้กับทารกคนหนึ่ง พระเจ้าอยู่หัวตรัสถามนายพลอัปเปลีอุส (Appelius) เกี่ยวกับฐานะและสภาพในสังคมของครอบครัวทารก นายพลบอกว่าทารกนี้เกิดจากครอบครัวที่ยากจนมาก พร้อมกับเสนอว่า ในกรณีเช่นนี้ถ้าให้ความช่วยเหลือพวกเขาทางปัจจัยแม้เพียงเล็กน้อยก็น่าจะทำให้พวกเขาพอใจ

        - ข้าพเจ้าควรจะให้เขาสักเท่าไร? พระเจ้าอยู่หัวทรงถามนายพล

        - อาจจะสัก 100 ลีร์... (หน่วยค่าเงินอิตาเลียน)

        - ถ้าเช่นนั้นข้าพเจ้ายินดีให้เขา 200 ลีร์ พระเจ้าอยู่หัวตอบ

        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจุฬาลงกรณ์ทรงช่วยเหลือครอบครัวในพิธีศีลล้างแล้วทรงจุมพิตทารกด้วย ซึ่งทารกนั้นได้รับการตั้งขื่อในวันที่เขารับพิธีล้างบาปว่า “จีโน นาร์ชีโซ ฟอร์ตูนาโต มาร์แตลลี่  (Gino Narciso Fortunato Martelli) คำว่า “ฟอร์ตูนาโต แปลว่า โชคดี”

        หลังเสร็จพิธีพระเจ้าอยู่หัวทรงเยี่ยมชมสถานที่ที่ใช้ล้างบาป  ถัดจากนั้นทรงรถยนต์พระที่นั่งไปยังวัดน้อยเมดิซเช (Cappelle Medicce) ซึ่งพระองค์ทรงประทับที่นั่นในการเยี่ยมชมประมาณ 20 นาที

        เมื่อขบวนเสด็จกลับถึงโรงแรมพระองค์ทรงเรียกผู้ช่วยมาพบพร้อมกับบอกให้มอบเงิน 10 เหรียญทองนโปเลียนให้นายพลอัปเปลีอุส (Appelius) เพื่อนำไปมอบให้กับแม่ของทารกน้อยนั้น นายพลได้มอบหน้าที่นี้ต่อไปยังผู้ตรวจการ (ทหารม้า) ชื่อ เอ็นริโก คัมมาโรตา (Cav. Enrico Cammarota)

        ผู้ตรวจการพร้อมนักข่าวเดินทางไปยังครอบครัวมาร์แต็ลลี่ (Martelli) ทันที ซึ่งบ้านของพวกเขาอยู่ที่ถนนซานมินีอาโต เลขที่ 10 (Via S. Miniato 10) ข่าวเรื่องนี้ถูกตีออกไปอ้างอิงถึง ความใจกว้างของพระมหากษัตริย์แห่งสยามโด่งดังไปทั่วตำบลนิโกโล (Nicolo) และยังมีชาวบ้านกลุ่มใหญ่ต่างพากันไปที่บ้านที่คุณแม่
ผู้ยากจนของทารกจีโนอาศัยอยู่

        ผู้อาศัยในบ้านนั้นมีพ่อของทารกชื่อนายเอ็ตโตเร (Ettore) เขาเป็นช่างก่ออิฐซึ่งตกงานในขณะนั้น แม่ของทารกชื่อนางอาร์มิดา กวีดุคชี่ (Armida Guiducci) ทั้งสองคนได้รับเงิน 10 เหรียญทองนโปเลียนที่ผู้ตรวจการคัมมาโรตา (Cavalier Cammarota) นำมามอบให้ เราคงจะจินตนาการออกเอง หญิงยากจนนั้นรู้สึกปราบปลื้มเป็นที่สุดอย่างไร เธอขอให้ผู้ตรวจการช่วยไปกราบเรียนพระเจ้าอยู่หัวว่าทั้งครอบครัวรู้สึกกตัญญูต่อพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านเป็นอย่างยิ่ง

        ผู้ตรวจการดังกล่าวจึงรีบเขียนจดหมายทันทีนำความกราบทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมกับแนบใบรับเงินไปด้วยซึ่งลงนามโดยนักข่าวคนหนึ่งและพยานอีกคนหนึ่งเนื่องจากว่านางอาร์มิดา กวีดุคชี่ เขียนหนังสือไม่เป็น

        (เราน่าจะสังเกตด้วยว่าทารกจีโนเกิดเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว... ซึ่งชาวบ้านสมัยนั้นเชื่อถือกันว่าวันศุกร์เป็นวันแห่งความโชคร้าย อาจจะเป็นเพราะว่าพระเยซูคริสต์ถูกตัดสินประหารชีวิต และสิ้นพระชนม์วันศุกร์)  

        จากเรื่องราวดังกล่าวเราจะเห็นได้ถึงความรู้สึกไวของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจุฬาลงกรณ์ต่อคนยากจน รวมถึงการให้ความเคารพของพระองค์ต่อทุกศาสนา และความระมัดระวังของพระองค์ที่จะไม่ไปรบกวนการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของผู้ใดขณะมีการประกอบพิธีต่าง ๆ

 

(วิษณุ ธัญญอนันต์ - เก็บเรื่องอันน่าสนใจนี้มาไตร่ตรองทางประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์อันงดงาม)

 

เชิงอรรถ

  1. In 1885 the Maharajah (Sultan) of Johore, considered as enjoying a certain sovereignty but not full power, opened a new way and had a Papal Audience on April 24 (see L’OSSERVATORE ROMANO, 24/4/1885). In the previous countries it had certainly been difficulty to travel. Exchange of official letters and some delegations had taken place before, but history does not record royal visits of non-Christians prior to that of King Chulalongkhorn.
  2.  LEONOWENS A., the original Anna and the King of Siam, London 1870 (among others, we note that in 1869 King Chulalongkhorn speaks of “Divine Providence” in the letter to her: ibidem, introduction); LONDON M., Anna and the King of Siam, New York 1944, on page 345-355: “With the reforms of King( Chulalongkhorn) fulfilled Anna’s early hopes of him and set the seal of final accomplishment of her efforts in Siam… Thirty years after she left Siam [in 1867] Anna Leonowens saw her most distinguished pupil again… She had an interview with him there (in London) on August 19, 1897. At two-fifteen in the afternoon. It was another memorable day in her life… the work of reform had gone on. Schools had been established all over the Kingdom. Missionaries had been encouraged in their effort to start hospitals and schools… It was thus with a feeling of deep gratitude and humility that Anna heard him say it was through the principles laid down in her teaching that had formed the plans by which he had transformed his kingdom”
  3. There are several studies on their contributions to education, medicine, press, improvement: WELLS K.E., History of Protestant work in Thailand 1828-1958, Bangkok 1958; LORD D.C., Mo Bradley and Thailand. Michigan 1968; KIM S.I. Mission in Thailand, Seoul 1976; BRADLEY W.L., Siam Then. The foreign colony in Bangkok before and after Anna, Pasadena 1981; ABHA BHAMORABUTR, Western civilization in Thailand. Picturing and Narrating with the story of American Missionaries, Bangkok 1986.
  4.   Text in WELLS, op. cit., 59-62.
  5. ARCHDIOCESAN ARCHIVES OF BANGKOK (AAB). Vey, King’s letter, N. 481 (original). The letter dated 5 December 1875, signed by King Chulalongkhorn, has been translated and published by: SURACHAI CHUMSRIPHAN, The great role of Jean -Louis Vey, Roma 1990 (op. cit.) 215-217. Also, the Second King, H.P.R. Powor Sthan Mongol sent a letter to the same occasion and date: “I am very glad the Greatest one, the President of the Universe to manifest his ministry” (AAB. loc. cit., N. 501: SURACHAI., op. cit., 218-219).
  6.   Archives Arch. Bangkok, Vey, Kind’s Letter. N. 491 (also N. 492, confirming the same attitude). From: SURACHAI CHUMSRIPHAN, op. cit., 156.
  7.   Ibedim, 161-163. Note that French missionaries already had a clinic and a diversified medical service serving the community at the time of King Narai the great.
  8.   Ibedim, 154-155. Obviously, in the case of colonization of Siam, the French missionaries would have preferred to under the Government of Paris rather than under London, but they did not promote colonization. Father Dabin commented on the events of Bangkok: “Pendant tout ce temps de difficulté enter Siam et la France, nous n‘avons pas été infiquiétés, ayant toujours en soin de nous tenir en dehor de toute ingérence dans les affaires politiques. Nos Chrétiens et nos caté chumenes n’ont point été inquiétés. Ils ont eu à supporter les charges inhérentes à cet état de guerre dans degré que le reste de la population.” (A.M.E., 896, 124; COSTET, op. cit., 278-282).     
  9.   Such visit occurred not only in Rome ang Florence, but also in other cities in Austria, Hungary, Poland, etc. In Warsaw he was welcomed by the local Catholic clergy when he visited the churches (see: ROYAL THAI EMBASSY IN POLAND, Centenary of the Visit of King Chulalongkhorn (RamaV) to Poland, Warsaw 1997, 24. He died the same in 1907.
  10. LA NAZIONE, 15 June 1897 complemented with ‘square baskets’ [ ] by another newsletter of the same day. There is tradition that King Chulalongkhorn was “godfather”, but this seems quite doubtful. Instead perhaps the name “Fortunato” (fortunate, lucky) was added after the news of the gift. The cathedral of Florence was built by Arnolfo di Cambio, Francesco Talenti and Giotto around the year 1300. It has a huge ribbed dome elevated bt Brunelleschi between 1420 and 1436(slightly large than St. Peter’s Square in Rome and much larger than St. Paul’s, London), decorated by Donatello, Luca della Robbia… the Baptistery of St. John conserves the typical structure of an old Baptistery, but the outside walls have a peculiar striped appearance due to the use of white and dark gray-green marble. The Cappelle Medicce are attached to the church of St. Lawrence and contain famous tomb of the Medici built by Michael Angelo.