slide1 slide3 slide2 slide4

บทเทศน์ของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส วันสมโภชพระวรกายและพระโลหิตศักดิ์สิทธิ์ของพระคริสตเจ้า

บทเทศน์ของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส

วันสมโภชพระวรกายและพระโลหิตศักดิ์สิทธิ์ของพระคริสตเจ้า

 

พิธีบูชาขอบพระคุณ (มิสซา) ณ วัดนักบุญโมนีกา ที่เขตออสเตีย ชานกรุงโรม

วันอาทิตย์ที่ 3 มิถุนายน ค.ศ. 2018

ต่อไปนี้เป็นบทเทศน์ของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสในช่วงพิธีบูชาขอบพระคุณ (มิสซา) ณ วัดนักบุญโมนีกาแห่งออสเตีย (เมืองท่าเก่าชานกรุงโรม) วันอาทิตย์ที่ 3 มิถุนายน 2018 อันเป็นวันสมโภชพระวรกายและพระโลหิตศักดิ์สิทธิ์ของพระคริสตเจ้า (Corpus Domini)

 

        พระวรสารที่เราได้ฟังในวันนี้พูดถึงอาหารค่ำมื้อสุดท้าย แต่ที่น่าแปลกใจคือ ให้ความสำคัญไปกับการเตรียมมากกว่าอาหารค่ำเสียอีก  เราจะได้ยินคำว่า “เตรียม” บ่อยๆ เช่น ศิษย์ถามว่า “พระองค์มีพระประสงค์ให้เราจัดเตรียมการเลี้ยงปัสกาที่ไหน?” (มก. 14: 12)    พระเยซูคริสต์สั่งพวกเขาอย่างชัดเจนให้เตรียมสิ่งจำเป็นแล้วพวกเขาก็พบ “ห้องใหญ่ชั้นบนปูพรมไว้เรียบร้อย” (วรรค 15) บรรดาศิษย์ต่างพากันไปเพื่อเตรียมห้องแต่พระอาจารย์ได้ทรงตระเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วด้วยพระองค์เอง

        สังเกตว่ามีอะไรทำนองนี้เกิดขึ้นหลังการเสด็จกลับฟื้นพระชนม์ชีพเมื่อพระเยซูทรงประจักษ์มายังศิษย์ครั้งที่สาม  ขณะที่ศิษย์กำลังทำการประมงอยู่ พระองค์ทรงรอพวกเขาที่ชายฝั่ง ซึ่งพระองค์ทรงเตรียมขนมปังและปลาไว้สำหรับพวกเขาแล้ว ถึงกระนั้นพระองค์ทรงบอกเขาให้นำปลาที่พวกเขาจับได้ซึ่งพระองค์ทรงสอนวิธีจับปลาให้พวกเขา (เทียบ ยน. 21: 6; 9-10) พระเยซูได้ทรงตระเตรียมทุกอย่างไว้พร้อมแล้วและพระองค์ทรงขอร้องให้ศิษย์ร่วมมือกับพระองค์ อีกครั้งหนึ่งก่อนงานเลี้ยงปัสกาพระเยซูทรงตรัสกับบรรดาศิษย์ของพระองค์ว่า “เรากำลังไปเตรียมที่ให้ท่าน... เพื่อว่าเราอยู่ที่ใด ท่านทั้งหลายจะอยู่ที่นั่นด้วย” (ยน. 14: 2-3)    พระเยซูทรงเป็นผู้ตระเตรียม แต่ก่อนงานเลี้ยงปัสกาพระองค์ทรงขอร้องอย่างเร่งด่วนด้วยการเตือนและนิทานเปรียบเทียบให้เราเตรียมพร้อมอยู่เสมอ (เทียบ มธ. 24: 44; ลก. 12: 40)

        แล้วพระเยซูก็ตระเตรียมสำหรับเราและทรงขอให้เราเตรียมพร้อม พระองค์ทรงเตรียมอะไรไว้ให้เรา?  สถานที่หนึ่งและการเลี้ยงครั้งหนึ่ง เป็นสถานที่ซึ่งมีค่ามากกว่าห้องที่จัดไว้พร้อมในพระวรสารมาก เป็นสถานที่กว้างใหญ่ไพศาลในโลกนี้ซึ่งได้แก่พระศาสนจักร ณ ที่ซึ่งมีสถานที่สำหรับทุกคน  แต่พระองค์ยังสงวนที่ไว้เป็นพิเศษในสวรรค์ เพื่อที่เราจะได้สามารถอยู่กับพระองค์และอยู่พร้อมกับเพื่อนบ้านของเราตลอดชั่วนิรันดร  “จงรับไปกินให้ทั่วกันเถิด นี่คือกายของเรา” (มธ. 14: 22) ซึ่งของขวัญสองสิ่งนี้ คือสถานที่และอาหาร หมายถึงสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตของเรา อันเป็นห้องที่อยู่สูงสุดของเรา เราได้รับของขวัญทั้งสองอย่างในศีลมหาสนิท

        พระเยซูคริสต์เตรียมสถานที่ไว้ให้เราในโลกนี้ไว้ล่วงหน้าเพราะศีลมหาสนิทเป็นหัวใจของพระศาสนจักร  ทำให้พระศาสนจักรเกิดแล้วเกิดอีก  รวบรวมทุกคนในพระศาสนจักรให้เป็นหนึ่งเดียวกันและทรงประทานพละกำลังให้  เป็นสิ่งที่มาจากสวรรค์  เป็นสิ่งเดียวในโลกนี้ที่ลิ้มรสถึงความนิจนิรันดร์  เป็นปังที่จะเสด็จมา แม้กระทั่งบัดนี้ทำให้เราได้ลิ้มรสสิ่งยิ่งใหญ่ที่สุดที่เราพึงหวังได้ในอนาคต  เป็นปังที่ทำให้ความหวังของเราอิ่มหนำและหล่อเลี้ยงความฝันที่สวยงามของเรา  พูดคำเดียวคือ นี่เป็นพันธสัญญาแห่งชีวิตนิรันดร ไม่ใช่แค่คำสัญญา แต่เป็นหลักประกัน เป็นการคาดกาลล่วงหน้าที่เป็นรูปธรรมถึงสิ่งที่กำลังรอเราอยู่  ศีลมหาสนิทเป็นการ “สำรองล่วงหน้า” สำหรับงานเลี้ยงในสวรรค์  พระเยซูเจ้าเองทรงเป็นอาหารสำหรับการเดินทางของเราสู่ชีวิตและความสุขนิรันดร

        ในแผ่นปังที่เสกแล้วพร้อมกับสถานที่ซึ่งพระเยซูคริสต์เตรียมไว้ให้เป็นอาหารสำหรับหล่อเลี้ยงเรา  ในชีวิตเราต้องการอาหารเสมอเพื่อชุบเลี้ยงชีวิตไม่ใช่ด้วยอาหารฝ่ายกายแต่อย่างเดียว  แต่ต้องประกอบด้วยสถานที่และความรัก พร้อมความหวังและความปรารถนาต่างๆ  เรากระหายที่จะได้รับความรัก  แต่สิ่งน่าชื่นใจที่สุด คือของขวัญที่เลิศสุด ซึ่งเทคโนโลยีก้าวไกลที่สุดไม่อาจทำให้เราพอใจได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด  ศีลมหาสนิทเป็นอาหารที่เรียบง่ายเช่นขนมปัง แต่ว่าเป็นอาหารแต่อย่างเดียวที่จะทำให้เราพึงพอใจได้มากที่สุด เพราะว่าไม่มีความรักใดที่จะยิ่งใหญ่ไปกว่านี้อีกแล้ว   ในศีลมหาสนิทเราได้พบกับพระคริสตเจ้าอย่างแท้จริง เรามีส่วนร่วมในชีวิตและเรารู้สึกได้กับความรักของพระองค์  ในศีลมหาสนิทพวกเราทราบดีว่าการสิ้นพระชนม์และการเสด็จกลับคืนพระชนม์ชีพนั้นก็เพื่อพวก  และเมื่อเรานมัสการพระองค์ในศีลมหาสนิท เราก็จะได้รับพระจิตของพระองค์ แล้วเราก็จะรู้สึกมีสันติสุขและมีความชื่นชมยินดี  พี่น้องที่รักทั้งหลาย ขอให้เราเลือกอาหารแห่งชีวิตเถิด! ขอให้เราเลือกบูชามิสซาเป็นสิ่งสำคัญประการแรกของเรา! ขอให้เราได้มีการนมัสการศีลมหาสนิทในชุมชนของเรา! ขอให้เราวิงวอนขอพระหรรษทานให้เรากระหายในพระเจ้าด้วยความปรารถนาไม่มีที่สิ้นสุดที่จะรับสิ่งที่พระองค์ทรงเตรียมไว้สำหรับเรา

        พระองค์ปฏิบัติกับศิษย์ของพระองค์เช่นไร วันนี้พระองค์ก็ทรงขอร้องเราเช่นเดียวกัน คือให้เราเตรียมตัว  ให้เราถามพระองค์เฉกเช่นศิษย์ของพระองค์ว่า “ข้าแต่พระอาจารย์ พระองค์ทรงต้องการให้เราไปเตรียมตัวที่ไหน?”  ที่ไหนหรือ... พระเยซูไม่ทรงต้องการสถานที่พิเศษ หรือสถานที่เฉพาะใดๆ  พระองค์มองหาสถานที่ซึ่งความรักไปไม่ถึง สถานที่ซึ่งไร้ความหวัง  สถานที่ซึ่งไม่มีความสะดวกสบายเหล่านั้นคือที่ซึ่งพระองค์อยากไปและพระองค์ทรงขอให้เราเตรียมทางไว้ให้พระองค์ มีผู้คนกี่มากน้อยซึ่งขาดที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมหรือขาดอาหารรับประทาน  เราทุกคนต่างรู้จักคนที่อยู่อย่างสันโดษเผชิญปัญหาต่างๆ และมีความต้องการต่างๆนานา  พวกเขาเป็นเสมือนตู้ศีลที่ไม่มีใครเหลียวแล เราที่ได้รับที่พักและอาหารจากพระเยซูต้องเตรียมอาหารและสถานที่สำหรับเขาเหล่านั้นซึ่งเป็นพี่น้องของเราผู้ที่กำลังเดือดร้อนมีความต้องการความช่วยเหลือ  พระเยซูกลายเป็นขนมปังที่ถูกหักเพื่อเรา ในทำนองเดียวกัน พระองค์ทรงขอร้องให้เรามอบตนเองแก่ผู้อื่นด้วย ไม่ให้เราดำเนินชีวิตแต่เพื่อตนเองอย่างเดียว แต่เพื่อกันและกันด้วย  อาศัยวิธีนี้เราก็จะดำเนินชีวิตใน “ศีลมหาสนิท” โดยแผ่ความรักไปยังโลกที่เราได้รับมาจากพระวรกายของพระเยซู  ศีลมหาสนิทกลับเปลี่ยนเป็นชีวิตเมื่อเราก้าวข้ามตนเองไปสู้ผู้คนที่อยู่รอบตัวเรา

        พระวรสารบอกเราว่าบรรดาศิษย์ต่างพากันเตรียมตัวทันทีโดยที่พวกเขารีบ “ออกเดินทางไปยังหัวเมือง” (วรรค 16) วันนี้พระอาจารย์เจ้าทรงเรียกร้องให้เราเตรียมตัวต้อนรับการเสด็จมาของพระองค์ไม่ใช่ด้วยการอยู่ห่างๆ แต่โดยการเข้ามาในเมืองของเรา นั่นหมายถึงเมืองนี้ด้วยที่ชื่อว่าออสเตีย (Ostia) อันแปลว่าทางเข้าหรือประตู  ข้าแต่พระอาจารย์เจ้า พระองค์ทรงต้องการให้เราเปิดกี่ประตูสำหรับพระองค์?  พระองค์ต้องการให้เราเปิดกลอนกี่กลอนที่ลั่นดานอยู่? ทรงต้องการให้เราทุบกำแพงทิ้งสักกี่แห่ง? พระเยซูทรงต้องการให้เราทุบกำแพงแห่งความไม่รู้จักร้อนรู้จักหนาว การเงียบเฉย การกดขี่ข่มเหง และการโอ้อวดฟุ้งเฟ้ออย่างสิ้นเชิง รวมถึงถากถางเสี้ยนหนามเพื่อได้มาซึ่งความยุติธรรม ความเป็นพลเมืองดี และบ้านเมืองที่มีขื่อมีแป ชายทะเลกว้างใหญ่ไพศาลแห่งเมืองนี้บอกเราว่าสถานที่นี้ช่างงดงามเสียนี่กระไรในการเปิดใจกว้างแล้วเริ่มต้นในหนทางใหม่แห่งชีวิต  แต่ว่าเราต้องแก้ปมเสียก่อนซึ่งมัดเราติดอยู่กับความกลัวและการสิ้นหวัง  ศีลมหาสนิทเชื้อเชิญเราให้ถูกพัดพาไปในกระแสของพระเยซู ไม่ให้ถูกทอดสมอติดอยู่กับชายหาดโดยหวังว่าจะมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้น แต่ให้เราแล่นเรือออกไปยังที่ลึกอย่างเป็นอิสระ กล้าหาญ และเป็นหนึ่งเดียวกัน

        พระวรสารจบลงด้วยการบอกเราว่าศิษย์ “หลังจากขับร้องเพลงสรรเสริญแล้วก็จงออกไป” (วรรค 26) ตอนจบพิธีบูชามิสซาขอบพระคุณเราก็จะออกไปด้วย  เราจะออกไปพร้อมกับพระเยซูผู้ทรงจะดำเนินผ่านไปตามถนนในเมือง พระเยซูทรงต้องการที่จะประทับอยู่ทามกลางพวกเรา  พระองค์ทรงต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่งแห่งชีวิตของเรา ที่จะเข้าไปในบ้านของเราแต่ละคน ที่จะประทานพระเมตตาไถ่กู้ให้แก่เรา และที่จะประทานพระพรและการบรรเทาแก่เรา  เราเคยมีประสบการณ์กับสภาพที่เจ็บปวด พระคริสตเจ้าต้องการที่จะอยู่อย่างใกล้ชิดกับพวกเรา  ขอให้เราเปิดประตูให้กับพระองค์พร้อมกับกล่าวว่า:

 

พระเจ้าข้า โปรดเสด็จมาเยี่ยมลูกเถิด

พวกลูกขอต้อนรับพระองค์มายังดวงใจของลูก

ครอบครัวและเมืองของลูก

ขอขอบคุณพระองค์เพราะพระองค์ได้เตรียมไว้สำหรับลูก

ซึ่งอาหารแห่งชีวิตและสถานที่ในพระอาณาจักรของพระองค์

โปรดประทานให้ลูกขยันขันแข็งในการเตรียมหนทางสำหรับพระองค์

ให้ลูกมีความชื่นชมยินดีในการนำพระองค์ผู้ทรงเป็นหนทางสำหรับผู้อื่น

พร้อมกับนำภราดรภาพ ความยุติธรรม และสันติสุข

ไปสู่ผู้คนตามถนนหนทางด้วยเทอญ  อาแมน

(วิษณุ ธัญญอนันต์ เก็บบทเทศน์นี้มาเพื่อการไตร่ตรอง)