slide1 slide3 slide2 slide4

คำปราศรัยของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส ณ ศูนย์กลางคริสตสัมพันธ์โลก (WCC), กรุงเจนีวา สวิสเซอร์แลนด์

คำปราศรัยของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส

ณ ศูนย์กลางคริสตสัมพันธ์โลก (WCC), กรุงเจนีวา สวิสเซอร์แลนด์

วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน 2018 สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงเดินทางไปร่วมฉลองวันครบรอบปีที่ 70 แห่งการสถาปนามูลนิธิสภาคริสตจักรแห่งโลก (WCC) โดยได้รับเชิญให้เป็นผู้ปราศรัยในช่วงพิธีนมัสการที่ศูนย์กลาง WCC เพื่อความเป็นเอกภาพของคริสตชน

 

 

คำปราศรัยของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส

พี่น้องชายหญิงที่รักทั้งหลาย

            เราได้ฟังคำพูดที่อัครสาวกเปาโลพูดกับชาวกาลาเทียผู้ซึ่งกำลังประสบกับปัญหาความขัดแย้งและการแตกแยก  มีการต่อสู่กันเป็นกลุ่มเป็นเหล่า ต่างใส่ร้ายป้ายสีกันและกัน เพราะเหตุนี้นี่เองท่านอัครสาวกจึงเชิญชวนเราให้ “เดินในพระจิต” ถึงสองครั้งในคำพูดเพียงไม่กี่ประโยค (เทียบ กท. 5: 16-25)

          การเดิน : มนุษย์เราต้องเคลื่อนที่อยู่เสมอ  ตลอดชีวิตเราถูกเรียกร้องให้เดินแล้วก็เดินไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ออกจากครรภ์มารดาและทุกวัยแห่งชีวิต ตั้งแต่วันที่เราเดินทางออกจากบ้านจนกระทั่งวันที่เราจากโลกนี้ไป การนำเอาการเดินทางมาเปรียบเผยให้เราเห็นความหมายแท้จริงแห่งชีวิต ซึ่งเป็นชีวิตที่ไม่เคยพอ แต่จะคอยแสวงหาสิ่งที่ดีกว่าเสมอ  ใจของเรากระตุ้นให้เราเดินต่อไปเพื่อติดตามจนบรรลุเป้าหมาย

          การเดินถือว่าเป็นระเบียบชนิดหนึ่ง เพราะต้องใช้ความพยายาม ต้องฝึกฝน ต้องใช้กำลังวันแล้ววันเล่า  เราต้องเดินผ่านหลายเส้นทางเพื่อที่จะเลือกเส้นทางที่จะนำเราไปสู่เป้าหมาย  เราต้องตั้งเป้าหมายนั้นไว้ต่อหน้าต่อตาเราเสมอมิฉะนั้นแล้วเราอาจหลงทางได้  เราต้องจดจำเป้าหมายของเราไว้ให้ดี  การเดินยังเรียกร้องให้เรามีความสุภาพซึ่งเราต้องมีการเตรียมตัวเป็นครั้งคราว  เมื่อมีความจำเป็นเราก็ต้องหวนกลับไปหาเส้นทางเดิมของเรา  นอกนั้นยังหมายถึงการที่เราต้องห่วงใยเพื่อนร่วมเดินทางของเราด้วย  เพราะกับเพื่อนฝูงเท่านั้นที่จะทำให้เราก้าวหน้าไปได้  พูดคำเดียวคือ การเดินเรียกร้องให้มีการกลับใจเสมอ  นี่เป็นเหตุผลที่หลายคนปฏิเสธไม่ยอมกระทำ  พวกเขาประสงค์ที่จะอยู่อย่างเงียบๆภายในบ้านของตน ณ ที่ซึ่งเป็นสิ่งง่ายที่จะจัดการเรื่องราวของตนโดยไม่ต้องไปเสี่ยงกับการเดินทาง  แต่นั่นเป็นการยึดติดอยู่กับความปลอดภัยเพียงชั่วคราว ไม่สามารถที่จะได้มาซึ่งสันติสุขและความชื่นชมยินดีที่ใจของเราแสวงหา  ความชื่นชมยินดีและสันติสุขดังกล่าวจะพบได้ก็มีแต่ต้องออกไปจากตัวเอง

          นั่นคือสิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกร้องให้เราทำตั้งแต่แรก  อับราฮัมถูกสั่งให้ทิ้งบ้านแล้วออกเดินทางตัวเปล่ามีแต่เพียงไว้วางใจในพระเจ้าเท่านั้น (เทียบ ปฐก. 12)  โมเสส เปโตร และเปาโลก็เช่นเดียวกัน และมิตรสหายของพระองค์ล้วนเคลื่อนไหวอยู่เสมอ แต่พระเยซูคริสต์ทรงเป็นแบบฉบับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเรา พระองค์ทรงเป็นหนทางเอง (เทียบ ยน. 14: 6)  พระองค์ทรงละสภาพความเป็นพระเจ้าของพระองค์ (เทียบ ฟป. 2: 6-7)  และเสด็จมาเดินท่ามกลางเรา  พระองค์ทรงเป็นเจ้านายและพระอาจารย์ของเรา พระองค์ทรงกลายเป็นผู้เดินทางและทรงเป็นแขกในหมู่เรา  เมื่อพระองค์ทรงกลับไปยังพระบิดา เพื่อที่พวกเราจะได้สามารถมีพละกำลังที่จะเดินไปหาพระองค์เช่นเดียวกันเฉกเช่นที่นักบุญเปาโลกล่าวว่า “ก้าวเดินในองค์พระจิต”

          ในองค์พระจิต ถ้าเราผู้เป็นมนุษย์เคลื่อนไหวอยู่เสมอ หากเราปิดใจของเราให้กับผู้อื่น เราก็ปฏิเสธกระแสเรียกของเราเอง  นี่เป็นความจริงยิ่งขึ้นไปอีกสำหรับเราที่เป็นคริสตชน เพราะอย่างที่นักบุญเปาโลกล่าวย้ำไว้ว่า ชีวิตคริสตชนหมายถึงการตัดสินใจที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้  เราสามารถเดินในองค์พระจิตตามเส้นทางที่เปิดให้เราเดินโดยศีลล้างบาปของเรา หรือมิฉะนั้นเราก็อาจ “ทำตามความพอใจของกาย” (กท. 5: 16) คำพูดนี้หมายความว่าอะไร?  นี่หมายถึงการที่คิดว่าหนทางแห่งความสำเร็จคือการหาทรัพย์สินเงินทอง เก็บทุกสิ่งซึ่งตนปรารถนาไว้สำหรับตัวเองอย่างเห็นแก่ตัว  แทนที่จะให้พระเจ้านำเราไปอย่างเงียบๆ ณ ที่ซึ่งพระองค์จะพาเราไป  เรากลับเดินไปตามเส้นทางตามอำเภอใจของเราเอง ไม่ยากที่จะเห็นผลของการหลงทาง  การโลภแต่สิ่งที่เป็นวัตถุทำให้เราตาบอดต่อบรรดามิตรสหายของเราในขณะที่เรากำลังเดินทาง ดังนั้นการไม่รู้จักหนาวรู้จักร้อนจึงมีให้เห็นอยู่มากมายตามถนนหนทางของโลกเราในทุกวันนี้  เพราะถูกครอบงำด้วยสัญชาติญาณเราจึงกลายเป็นทาสของลัทธิบริโภคนิยมจนเสียงของพระเจ้าค่อยๆ เงียบหายไป  ส่วนคนอื่นๆ ซึงไม่สามารถเดินด้วยตัวตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและคนชรา พวกนี้จึงกลายเป็นผู้น่ารำคาญควรที่จะกำจัดให้หมดไป แล้วการสร้างก็จะไม่มีเป้าหมายใดนอกจากที่จะมีไว้เพื่อประโลมความต้องการของเรา        

          พี่น้องชายหญิงที่รักทั้งหลาย สมัยนี้ยิ่งกว่าสมัยใดคำพูดของอัครสาวกเปาโลท้าทายเรา  การเดินในองค์พระจิตหมายถึงการปฏิเสธโลกียวิสัย ซึ่งหมายถึงการเลือกที่จะเป็นผู้รับใช้และรู้จักให้อภัย  หมายถึงการมีบทบาทของเราในประวัติศาสตร์แต่ในเวลาที่เหมาะสมของพระเจ้า โดยไม่ยอมปล่อยให้ตัวเราตกไปอยู่ในวัฎจักรแห่งคอรัปชั่น แต่ค่อยๆ พัฒนาก้าวหน้าไปอย่างเยือกเย็นตามเส้นทางที่มีเครื่องหมายบอกทางที่เป็น “พระบัญญัติประการเดียว : ท่านต้องรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” (วรรค 14) หนทางของพระจิตจะมีเครื่องหมายหลักที่นักบุญเปาโลบอกไว้ :  “ความรัก ความชื่นชมยินดี สันติสุข ความเพียร ความเมตตา ความใจกว้าง ความอ่อนโยน และการรู้จักควบคุมตนเอง” (วรรค 22)

          เราทุกคนถูกเรียกให้เดินไปพร้อมกันในเส้นทางนี้  นี่เป็นการเรียกร้องให้เราต้องกลับใจเสมอและปรับวิธีคิดใหม่เพื่อให้สอดคล้องกันกับหนทางของพระจิต  ในประวัติศาสตร์เกิดการแตกแยกในหมู่คริสตชนบ่อยๆเพราะว่าเกิดมีจิตตารมย์แห่งโลกิยวิสัยในระดับรากหญ้าและในชีวิตของชุมชน  สิ่งแรกก็คือการเห็นแก่ประโยชน์แห่งตนมากกว่าประโยชน์ของพระคริสตเจ้า  เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น ศัตรูของพระเจ้าและมนุษย์ก็พบว่านี่ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนที่จะทำให้เราแตกแยกกัน  เพราะทางที่เราเลือกเดินนั้นเป็นหนทางแห่งโลกียวิสัยไม่ใช่หนทางของพระจิต  ในอดีตแม้ว่าเราจะพยายามทำให้การแตกแยกหมดสิ้นไปแต่ก็ต้องล้มเหลว เพราะว่าส่วนใหญ่แล้วเราได้รับแรงบันดาลใจด้วยวิธีคิดแบบชาวโลกไม่ใช่แบบที่เป็นของพระจิต  กระนั้นก็ตาม กระบวนการขับเคลื่อนเพื่อความเป็นเอกภาพของคริสตชนซึ่งสภาคริสตจักรโลก (WCC) ซึ่งมีส่วนผลักดันเป็นอย่างมากนั้นก็ได้เกิดขึ้นดุจพระหรรษาทานของพระจิต (เทียบ Unitatis Redintegratio, 1) ความพยายามสร้างเอกภาพทำให้เราสามารถเดินทางร่วมกันไปตามน้ำพระทัยของพระคริสตเจ้า และคงจะสามารถก้าวหน้าไปได้ภายใต้การนำของพระจิต โดยปฏิเสธเสมอซึ่งความพยายามที่จะถอยหลังกลับเข้าสู่แต่ตนเอง

          อาจจะมีบางคนค้านว่าการเดินไปตามเส้นทางนี้มีแต่จะเสียประโยชน์ขาดทุนเข้าเนื้อ  เพราะว่าไม่ได้ปกป้องผลประโยชน์ของแต่ละชุมชน ซึ่งบ่อยครั้งมีการเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดกับความเป็นอัตลักษณ์ของแต่ละกลุ่มหรือที่แยกกันตามแนวคิดของกลุ่มความเชื่อแต่ละกลุ่มไม่ว่าจะเป็นฝ่าย “อนุรักษ์นิยม” หรือฝ่าย “ก้าวหน้านิยม”  การเลือกอยู่ข้างพระคริสตเจ้าต้องมาก่อนการเลือกที่จะเป็นฝ่าย “อาปอลโลหรือเขฟาส” (เทียบ  1 คร. 1: 12) การเลือกอยู่ข้างพระคริสตเจ้าซึ่งต้องมาก่อนการเป็น “ชาวยิวหรือชาวกรีก” (เทียบ กท. 3: 28) การเลือกอยู่ข้างพระเยซูคริสต์ต้องมาก่อนการเป็นฝ่ายซ้ายหรือฝ่ายขวา ในนามแห่งพระวรสารเราต้องเลือกพี่น้องชายหญิงก่อนที่จะเลือกตนเอง ในสายตาโลกบ่อยครั้งหมายถึงการกระทำที่มีแต่จะขาดทุน ขอให้เราจงอย่าได้กลัวที่จะกระทำแม้ต้องขาดทุน!  ความเป็นหนึ่งเดียวของคริสตชน “เป็นธุรกิจใหญ่ที่ทำไปมีแต่ขาดทุน”  แต่การขาดทุนนี้สอดคล้องกันกับพระวรสารที่สะท้อนด้วยพระดำรัสของพระคริสตเจ้าที่ว่า “ผู้ใดใคร่รักษาชีวิต ผู้นั้นจะต้องเสียชีวิต แต่ถ้าผู้ใดเสียชีวิตเพราะเรา ผู้นั้นจะรักษาชีวิตได้” (ลก. 9: 24) แนวโน้มมนุษย์มักรักษาสิ่งที่เป็นของเราไว้คือเดินตามโลกียวิสัย แต่เพื่อการสูญเสียทุกสิ่งโดยการเดินตามพระบาทของพระเยซูคือการเดินในพระจิต ต้องโดยอาศัยวิธีนี้เท่านั้นสวนองุ่นของพระคริสตเจ้าจึงจะบังเกิดผล   ดังที่พระเยซูคริสต์เองทรงสอนว่าผู้ที่สั่งสมความมั่งคั่งให้กับตนเองจะไม่สามารถบังเกิดผลได้ในสวนองุ่นของพระองค์ มีแต่เขาเหล่านั้นเท่านั้นที่รับใช้ผู้อื่น เอาแบบฉบับ “จิตตารมณ์” ของพระเจ้า ไม่เคยหยุดที่จะให้ แม้กระทั่งตนเอง (เทียบ มธ. 21: 33-42) นี่คือจิตตารมณ์แห่งปัสกา ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่จะทำให้บังเกิดผล

          ขอหันกลับมามองการเดินทางของเรา เราสามารถเห็นภาพสะท้อนของตัวเราในประสบการณ์บางอย่างแห่งชุมชนความเชื่อ ณ เมืองกาลาเทียสมัยแรกๆ  ช่างยากเหลือเกินที่จะเอาชนะต่อความรู้สึกเจ็บปวดแล้วหันมาช่วยกันส่งเสริมความเป็นหนึ่งเดียวกัน!  ยิ่งเป็นสิ่งต้องห้ามหนักขึ้นไปอีกที่จะย้ายไปสังกัดกับกลุ่มอื่น  ที่จะเดินไปด้วยกัน  ทั้งนี้เพื่อประโยชน์และสร้างความพอใจให้กับพรรคพวกเดียวกัน  นี่ไม่ใช่ “จิตตารมณ์” ของอัครสาวก แต่เป็นจิตตารมณ์ของยูดาส อิสคาริออส ผู้ซึ่งเดินไปกับพระเยซูแต่เพื่อผลประโยขน์ของตนเอง  ดังนั้นมีเพียงหนทางเดียวที่จะไม่หลงทาง คือเดินในพระจิต ขำระล้างจิตใจให้สะอาด เลือกที่จะเดินไปตามทางแห่งพระวรสาร โดยปฏิเสธทางลัดในการเดินทางที่โลกนี้นำมาให้

          หลังจากความพยายามหลายปีในการสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกัน ในโอกาสครบรอบการก่อตั้ง 70 ปีของสภาคริสตจักรโลก ให้เราทูนขอพระจิตได้ทรงเพิ่มพลังให้กับการเดินทางของเรา  เราหยุดชะงักง่ายเกินไปจนปล่อยให้ความแตกต่างของเราดำเนินต่อไป  เราถูกอุปสรรคกีดกั้นบ่อยครั้งเกินไปตั้งแต่เริ่มแรกจากความเหนื่อยล้าบางอย่างและการขาดความกระตือรือร้น  ความแตกต่างของเราต้องไม่ใช่ข้อแก้ตัว  แม้ทุกวันนี้เราสามารถที่จะเดินไปด้วยกันในพระจิต  เราสามารถอธิษฐานภาวนา ประกาศพระวรสาร และรับใช้สังคมด้วยกัน นี่เป็นสิ่งที่เป็นไปได้และเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า!  การเดินไปด้วยกัน อธิษฐานภาวนาด้วยกัน และทำงานด้วยกัน คือหนทางยิ่งใหญ่ซึ่งเราถูกเรียกร้องให้ปฏิบัติสำหรับทุกวันนี้

          หนทางนี้มีเป้าหมายชัดเจน นั่นคือ ความเป็นเอกภาพ หนทางที่อยู่ตรงกันข้าม ซึ่งได้แก่การแตกแยกนำไปสู่ความขัดแย้งและการไม่ลงรอยกัน  เราจำเป็นต้องเปิดประวัติศาสตร์ดู  พระคริสตเจ้าทรงมีรับสั่งให้เราเริ่มเดินทางใหม่ในหนทางแห่งความเป็นหนึ่งเดียวกันอันจะนำไปสู่สันติสุข  ความจริงแล้วการที่เราขาดความเป็นเอกภาพนั้น “กลายเป็นความขัดแย้งอย่างเปิดเผยต่อน้ำพระทัยของพระคริสตเจ้าแล้วยังเป็นที่สะดุดต่อชาวโลกและเป็นการทำร้ายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ นั่นคือ การประกาศพระวรสารแก่ทุกคน” (Unitatis Redintegratio, 1)  พระคริสตเจ้าทรงขอร้องเราให้มีเอกภาพ  โลกเราที่แตกแยกซึ่งมีผลกระทบต่อพวกเรานั้นเรียกร้องให้เรามีเอกภาพ

          พี่น้องชายหญิงที่รัก  ข้าพเจ้าปรารถนาที่มาที่นี้ ซึ่งเป็นการเดินทางแสวงบุญเพื่อความเป็นเอกภาพและเพื่อสันติภาพ  ขอขอบพระคุณพระเจ้าเพราะว่า ณ ที่นี้ข้าพเจ้าได้พบพวกท่านซึ่งเป็นพี่น้องกันที่กำลังร่วมเดินทางไปด้วยกัน  สำหรับเราที่เป็นคริสตชนการเดินทางไปด้วยกันไม่ใช่กลยุทธ์เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับตัวเรา แต่เป็นการปฏิบัติความนบนอบต่อพระคริสตเจ้าและเป็นความรักต่อโลก การรักพระเจ้าและโลกเป็นความรักแท้จริงที่ช่วยให้รอด  ให้เราวอนขอพระบิดาเจ้าได้ทรงโปรดช่วยเราให้เดินทางไปด้วยกันยิ่งวันยิ่งเข้มแข้งมากขึ้นในหนทางแห่งพระจิต  ขอให้ไม้กางเขนนำทางเรา เพราะว่าในองค์พระเยซูคริสต์ กำแพงแห่งการแตกแยกได้ถูกทำลายลงแล้วและทรงชนะศัตรูทุกคน (เทียบ อฟ. 2” 14) ในพระองค์เราจะพบว่า สำหรับความผิดพลาดทุกอย่างของเรา ไม่มีสิ่งใดที่จะมาพรากเราไปจากความรักของพระองค์ได้ (เทียบ รม. 8: 35-39) 

          ขอขอบคุณทุกคน

(วิษณุ ธัญญอนันต์ – เก็บคำปราศรัยมาเพื่อการไต่ตรอง)