slide1 slide3 slide2 slide4

คำปราศรัยของพระคาร์ดินัล ปิเอโตร ปาโรลิน ต่อที่ประชุมสมัชชาในหัวข้อ “การปกป้องระดับสากล เสรีภาพในการนับถือศาสนา: การร่วมเป็นหุ้นส่วนในภาคปฏิบัติ”

คำปราศรัยของพระคาร์ดินัล ปิเอโตร ปาโรลิน

ต่อที่ประชุมสมัชชาในหัวข้อ “การปกป้องระดับสากล

เสรีภาพในการนับถือศาสนา: การร่วมเป็นหุ้นส่วนในภาคปฏิบัติ”

 

          “พวกที่คลั่งศาสนาแบบสุดโต่งได้คุกคามและยังคงคุกคามโดยพยายามที่จะทำลายคริสตชนและศาสนิกชนกลุ่มน้อยซึ่งยังยึดมั่นอยู่ในความเป็นอัตลักษณ์ของตน”

 

        วันอังคารที่ 3 กรกฎาคม ค.ศ. 2018 พระคาร์ดินัลปีเอโตร ปาโรลิน เลขาธิการแห่งรัฐ (นายกรัฐมนตรี) แห่งสันตะสำนัก นครรัฐวาติกัน ได้กล่าวคำปราศรัยในหัวข้อ “การปกป้องระดับสากลเสรีภาพในการนับถือศาสนา: การร่วมเป็นหุ้นส่วนในภาคปฏิบัติ”  ซึ่งจัดโดยสถานทูตแห่งสหรัฐอเมริกาประจำสันตะสำนัก นครรัฐวาติกันโดยร่วมกับองค์กร “Aid to the Church in Need” และชุมชน “ซาน เอจิดิโอ (Sant’Egidio)” ต่อไปนี้เป็นคำปราศรัยของพระคาร์ดินัลปีเอโตร ปาโรลิน

“พระคาร์ดินัล พระสังฆราช และมิตรสหายที่เคารพรัก

        ข้าพเจ้าขอขอบคุณที่ได้เชิญให้มาปราศรัยปิดประชุมวันนี้ในหัวข้อ “การปกป้องระดับสากลเสรีภาพในการนับถือศาสนา: การเป็นหุ้นส่วนในภาคปฏิบัติ” ขอขอบคุณผู้ดำเนินจัดการประชุมที่มีความสำคัญยิ่งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานทูตแห่งสหรัฐอเมริกาและผู้ร่วมมืออื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์กร “Aid to the Church in Need” และชุมชน “ซาน เอจิดิโอ (Sant’Egidio)” และที่ต้องขอบคุณเป็นพิเศษก็คือบรรดาเหยื่อที่ร่วมกันเป็นประจักษ์พยานในประสบการณ์ของตนที่ถูกเบียดเบียนและถูกปฏิเสธ เรื่องสิทธิและเสรีภาพในการนับถือศาสนา และขอขอบคุณวิทยากรที่แบ่งปันประสบการณ์ในเวทีนี้ด้วย

        ในช่วงที่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสเสด็จเยือนประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 2015 ในการปราศรัยที่ Independence Hall พระองค์ได้กล่าวว่า การประกาศเสรีภาพโดยยอมรับว่า มนุษย์ชายหญิงเกิดมามีสิทธิเท่าเทียมกัน พระผู้สร้างทรงประทานให้พวกเขามีสิทธิบางประการอันจะละเมิดเสียมิได้ [1]  หลักการพื้นฐานนี้ก้องกังวานอยู่ในคำประกาศเสรีภาพสากลในการนับถือศาสนา  การประกาศนี้ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาของสหรัฐอเมริกาและลงนามเป็นกฎหมายโดยประธานาธิบดีคลินตัน เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ค.ศ. 1998  การออกกฎหมายที่เห็นชอบจากสองฝ่ายนี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริมเสรีภาพระดับสากลในการนับถือศาสนาว่าเป็นมิติสำคัญประการหนึ่งในนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา

        การปวารณาดังกล่าวมีความสำคัญมากในยุคสมัยของเรา แต่น่าเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่การเบียดเบียนศาสนายังคงมีให้เห็นทั่วไป  ในการปราศรัยกับบรรดาทูตานุทูตเมื่อเดือนมกราคมศกนี้ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสตรัสว่า “เป็นที่ทราบกันดีว่าสิทธิและเสรีภาพในการนับถือศาสนา บ่อยครั้งถูกละเลยไม่ได้รับความสนใจ และบ่อยครั้งทีเดียวที่มีการใช้ศาสนามาเป็นโอกาสและเครื่องมือเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับอุดมการณ์ของตนด้วยรูปแบบใหม่แห่งการใช้ความสุดโต่งและรุนแรง หรือเป็นข้ออ้างในการบีบบังคับ รังแกผู้ที่มีความเชื่อ หากมิใช่เป็นการเบียดเบียนอย่างเปิดเผย” [2]

        ท่ามกลางเหตุการณ์เหล่านี้ซึ่งท้าทายสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนาและมโนธรรม  พระศาสนจักรคาทอลิกแนะนำให้ทุกคนที่มีน้ำใจดีให้ช่วยกันสร้างความตระหนักเพื่อที่สมาชิกของชุมชนศาสนาต่างๆ จะได้มีเสรีภาพในการนับถือศาสนาอย่างเป็นอิสระและปฏิบัติศาสนกิจตามความศรัทธาของตนในทุกส่วนของภูมิภาคของโลก  เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว รัฐบาล ผู้นำศาสนา องค์กรสากล และสมาชิกของสังคมพลเรือนจำเป็นต้องเป็นหุ้นส่วนกันและร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดกับชุมชนโลกในการมีความคิดริเริ่มที่จะทำอะไรใหม่ๆ ที่ยอมรับว่าการส่งเสริมและการปกป้องเสรีภาพในการนับถือศาสนามิได้เป็นการเลือก “เข้าข้าง” ศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แต่เป็นการยอมรับศักดิ์ศรีที่เท่าเทียมกันของมนุษย์ทุกคน ต้องถือว่าการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลนั้นเป็นความผิดอย่างร้ายแรง

        ข้าพเจ้าสนใจมากที่สังเกตเห็นว่าวาระการประชุมนี้รวมการเป็นประจักษ์พยานส่วนบุคคลจากผู้ที่ตกเป็นเหยื่อสองรายด้วย คนหนึ่งเป็นสมาชิกของชุมชน “Yazidi” และอีกคนเป็นสมาชิกของชุมชนโรฮิงญา  สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงแสดงความใกล้ชิดกับชนกลุ่มน้อยทั้งสองพร้อมกับแสดงความห่วงใยเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงที่พวกเขาได้รับ ช่วงที่พระองค์พบกับผู้แทนกลุ่มยาซิดี (Yazidi) ที่อยู่ในประเทศเยอรมนี  พระองค์ทรงเสียใจที่บุคคลที่มีชีวิตฝ่ายจิตอันมั่งคั่งและวัฒนธรรมของชาว Yazidi ถูกกระทำจากการใช้ความรุนแรงชนิดที่บอกไม่ถูก มีการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน การลักพาตัว การตกเป็นทาส การถูกบังคับให้เปลี่ยนศาสนา การเข่นฆ่า สถานที่ศักดิ์สิทธิและสถานที่นมัสการของชาว Yazidi ถูกทำลาย [3]  ในทำนองเดียวกัน เมื่อเสด็จเยือนประเทศเมือนมาร์ และบังคลาเทศ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงพบกับผู้อพยพชาวโรฮิงญากลุ่มหนึ่งที่บังคลาเทศ พระองค์ทรงกล่าวว่าพระองค์ทรงใกล้ชิดกับพวกเขาพร้อมกับยอมรับว่า “เราไม่สามารถทำอะไรได้มากเพราะความวิบัตินั้นใหญ่หลวงเหลือเกิน”  พระองค์ทรงเชื้อเชิญให้มนุษย์ทุกคนเปิดใจกว้างและให้ “ทำงานต่อไปอย่างเข้มแข็งเพื่อการยอมรับสิทธิของพวกเขา”  ในขณะเดียวกันพระองค์ทรงขอร้องความเห็นใจของชุมชนโรฮิงญาเพื่อที่พวกเขาจะได้ “ให้อภัยเราซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องการ” [14]

        สันตะสำนักไม่รูจักเหนื่อยที่จะปฏิเสธสถานการณ์เหล่านี้   มีทั้งการเรียกร้องให้มีการยอมรับ ให้มีการปกป้องและให้ความเคารพไม่ใช่แต่คริสตชนเท่านั้นแต่ทุกกลุ่มชนชาติศาสนาที่ถูกรังเกียจและถูกเบียดเบียน  ในขณะเดียวกันสันตะสำนักยังเรียกร้องให้มีการเสวนาและการคืนดีกันเพื่อการเยียวยาทุกบาดแผล การส่งเสริมเสรีภาพในการนับถือศาสนาโดยการเสวนาคือวาระของการอภิปรายโต๊ะกลมครั้งที่สองของวันนี้  มีการเน้นความสำคัญ 3 เรื่อง คือ การสร้างเอกภาพของศาสนา การส่งเสริมความสมานฉันท์ และการใช้คนกลางในการไกล่เกลี่ย  “นี่เป็นเครื่องหมายที่น่าพอใจมากในยุคของเราที่ผู้มีความเชื่อ และทุกคนที่มีน้ำใจดีถูกเรียกร้องให้ร่วมมือกันในการสร้างวัฒนธรรมแห่งการพบปะกัน การเสวนากัน และร่วมมือกันในการับใช้ครอบครัวมนุษย์ของเรา  นี่หมายถึงอะไรที่มากไปกว่าการอดทน  ซึ่งเป็นการท้าทายเราให้ก้าวออกไปหาผู้อื่นโดยไว้ใจซึ่งกันและกัน เข้าใจกัน เพื่อที่จะสร้างความเป็นเอกภาพซึ่งมองความแตกต่างไม่ใช่เป็นอุปสรรค แต่เป็นศักยภาพแห่งความมั่งคั่งและการเจริญเติบโต  การท้าทายนี้ทำให้เราให้บ่มนิสัยในการเปิดใจที่มองคนอื่นว่าเป็นช่องทางไม่ใช่เป็นสิ่งขัดขวาง” [15]  สิ่งนี้เป็นความสำคัญมากที่ต้องสร้างความไว้วางใจ และความร่วมมือกันระหว่างผู้นำศาสนากับชุมชน และก็มีความจำเป็นเช่นเดียวกันที่จะต้องสร้างความสมานฉันท์ระหว่างกลุ่มชนชาติศาสนาต่างๆ  ทว่าสิ่งนี้จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อผู้นำตัดสินใจที่จะสร้างสันติ  จะไม่มีสันติหากปราศจากซึ่งการศึกษาที่เหมาะสมสำหรับชนรุ่นหลัง และเยาวชนของวันนี้จะไม่ได้รับอบรมที่เหมาะสมนอกเสียจากว่าการอบรมที่เขาได้รับนั้นสอดคล้องกันกับธรรมชาติของมนุษย์ในฐานะที่เป็นคนเปิดใจกว้างและเป็นสัตว์ที่มีสังคม [6]

        การมารวมตัวเพื่อช่วยกันสร้างความเป็นเอกภาพ สร้างความสมานฉันท์ และพัฒนาการเข้าหากันเพื่อการคืนดีกันนั้น รัฐบาล ผู้นำศาสนานา สังคมพลเรือน และองค์กรระหว่างประเทศควรที่จะสร้างกฎให้ชัดเจนว่าจะต้องไม่มีการใช้ความรุนแรงในนามของศาสนา นี่เป็นประเด็นหนึ่งในสาส์นของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสต่อที่ประชุม ณ ศูนย์อัลลาซ่าร์ (Al-Azhar) ที่ ณ กรุงไคโรในวันศุกร์ที่ 28 เมษายน ค.ศ. 2017 “ในฐานะที่เป็นผู้นำศาสนา พวกเราถูกเรียกร้องให้ต้องถอดหน้ากากออกที่แอบอ้างว่าเป็นความศักดิ์สิทธิ์ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของ “การทำตนเป็นเลิศ” ในความเห็นแก่ตัว แทนที่จะเปิดใจกว้างสู่พระเจ้าผู้ที่เป็นเลิศ (...) พร้อมใจกัน (...) ขอให้เรากล่าวอีกครั้งอย่างหนักแน่นและชัดเจนว่า “ไม่เด็ดขาด” ต่อการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ การแก้แค้น และการเกลียดชังที่ทำไปในนามของศาสนาหรือในนามของพระเจ้า  ขอให้เรายืนยันพร้อมกันถึงสิ่งที่อยู่ตรงกันข้ามระหว่างการใช้ความรุนแรงกับความเชื่อ และความเชื่อกับความเกลียดชัง ไม่ว่าจะเป็นทางกาย ทางสังคม ทางการศึกษา หรือทางจิตวิทยา” [7]

        ก่อนจบคำปราศรัยนี้ ข้าพเจ้าปรารถนาตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับกับการอภิปรายโต๊ะกลมครั้งแรกซึ่งมุ่งประเด็นไปที่ “ศาสนิกชนกลุ่มน้อย – สิทธิในตะวันออกกลาง”

        ความตาย ความเสียหาย และการทำลายล้างจากความขัดแย้งอย่างที่เราเห็นกันในหลายปีที่ผ่านมานั้นเป็นการคุกคามต่อความอยู่รอดของศาสนิกชนกลุ่มน้อยในตะวันออกกลาง อันเป็นสถานที่ซึ่งครั้งหนึ่งประชากรอยู่ร่วมกันอย่างมีสันติสุข ทั้งๆ ที่มีชนชาติเผ่าพันธุ์และการนับถือศาสนาที่แตกต่างกัน  พวกที่มีอุดมการณ์สุดโต่งคุกคามอย่างไม่หยุดหย่อนต่อชีวิต ความเป็นอยู่ของผู้คนในภูมิภาคนี้ด้วยความพยายามที่จะกำจัดคริสตชนและศาสนิกชนกลุ่มน้อยให้หมดสิ้นไปซึ่งเขาเหล่านั้นพยายามที่จะรักษาความเป็นอัตลักษณ์ของตนเอง ดังที่สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ได้ทรงตรัสไว้ใน Ecclesia in Medio Oriente “ตะวันออกกลางหากปราศจากซึ่งคริสตชนหรือมีเพียงจำนวนน้อยก็คงจะไม่เป็นตะวันออกกลางอีกต่อไป เพราะคริสตชนพร้อมกับผู้มีความเชื่ออื่นๆ เป็นส่วนหนึ่งแห่งภูมิภาคนี้” [8]

        ก่อนจบการปราศรัย ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะมอบปัจจัยที่สำคัญ 7 ประการซึ่งตามความเห็นของสันตะสำนักแล้วน่าจะช่วย ปกป้องศาสนิกชนกลุ่มน้อย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

        ประการแรกมีความเร่งด่วนที่ต้องเอาชนะต่อความเมินเฉยทางการเมืองทุกชนิด  ผู้ที่ได้รับหน้าที่ให้ปกป้องความเคารพต่อสิทธิมนุษย์ขั้นพื้นฐานต้องมีความรับผิดชอบที่จะคุ้มครองผู้ที่ได้รับทุกข์จากอาชญากรรมต่างๆ เราต้องประกาศให้สาธารณชนเข้าใจความจริงอย่างเร่งด่วนเกี่ยวกับมนุษยธรรมและช่วยกันทำงานเพื่อสร้างหลักประกันว่าสภาพของสังคม การเมือง และเศรษฐกิจมีการจัดระเบียบที่ดีเพื่อเอื้ออำนวยให้ศาสนาและศาสนิกชนกลุ่มน้อยได้กลับมาสู่บ้านเกิดเมืองนอนของพวกเขาซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทุกคนจะได้อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

        ประการที่สองต้องให้ความเคารพต่อกฎหมายและให้ทุกคนเท่าเทียมกันในด้านกฎหมายซึ่งตั้งอยู่บนหลักของการเป็นประชาชน โดยมิคำนึงว่าเขาจะนับถือศาสนาใด หรือมีเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ใด กฎหมายต้องให้ประกันว่าประชาชนทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน ซึ่งสิทธิประการหนึ่งได้แก่เสรีภาพในการนับถือศาสนาและมโนธรรม  แม้ในสถานที่ซึ่งศาสนาหนึ่งได้รับอภิสิทธิ์ในรัฐธรรมนูญ สิทธิของประชาชนทุกคนและศาสนิกชนกลุ่มน้อยต่อเสรีภาพในการนับถือศาสนาก็ต้องเป็นที่ยอมรับและได้รับการคุ้มครองอย่างเท่าเทียมกัน

        ประการที่สามในขณะที่มีการให้ความเคารพซึ่งกันและกันในความเป็นอัตลักษณ์ของแต่ละฝ่าย ต้องมีการร่วมมือกันอย่างเป็นรูปธรรมระหว่างชุมชนศาสนากับภาครัฐ แม้จะเป็นอิสระต่อกันทั้งสองฝ่ายต้องอุทิศตนเพื่อความสุขของบุคคลซึ่งเป็นทั้งประชาชนและเป็นผู้ที่นับถือศาสนา  ยิ่งจะมีความร่วมมือกันมากเท่าใด ผลที่ตามมาก็ยิ่งจะมีประสิทธิภาพในการรับใช้เพื่อความดีของทุกคน [9]

        ประการที่สี่:  ผู้นำศาสนาทุกคนมีหน้าที่สำคัญที่จะ ประณามการละเมิดต่อความเชื่อทางศาสนา และความรู้สึกในการสร้างความชอบธรรมให้กับการก่อการร้าย พร้อมกับยืนยันว่าไม่มีผู้ใดสามารถสร้างความชอบธรรมให้กับการฆ่าผู้บริสุทธิ์ในพระนามของพระเจ้าได้

        ประการที่ห้าการเสวนาระหว่างศาสนาที่มีประสิทธิภาพเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อขับเคลื่อนให้หลุดพ้นไปจากความเข้าใจในเชิงลบที่ว่า ความขัดแย้งระหว่างผู้มีความเชื่อทางศาสนาเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้  การเสวนาดังกล่าวควรครอบคลุมถึงประเด็นนี้ด้วยที่มีการตีความเนื้อหาของศาสนาอย่างใจแคบซึ่งลดคุณค่าของผู้ที่นับถือศาสนาที่แตกต่าง

        ประการที่หก:  การศึกษาอบรมที่ดีโดยทั่วไปโดยเฉพาะการอบรมพระธรรมคำสอนเป็นกุญแจดอกสำคัญในการปกป้องความคลั่งไคล้ซึ่งนำไปสู่ความสุดโต่ง  อาศัยการศึกษาอบรมที่ดี เราสามารถอบรมเยาวชนรุ่นหลังให้มีความหวังได้ว่า การให้ความเคารพและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขกับผู้อื่นที่นับถือศาสนาต่างกันนั้นมีความเป็นไปได้

        ประการที่เจ็ดประการสุดท้าย  ต้องหยุดให้ได้และอย่างเด็ดขาด เกี่ยวกับการ ส่งเงินและอาวุธ ไปให้ผู้ที่ตั้งใจจะใช้สิ่งเหล่านี้กับศาสนิกชนกลุ่มน้อย  การยุติทารุณกรรมไม่เพียงแต่จะต้องจัดการกับความเกลียดชัง และกลายเป็น “มะเร็งของหัวใจ” ที่ก่อให้เกิดการใช้ความรุนแรงเท่านั้น แต่จะต้องขจัดเครื่องไม้เครื่องมือที่ก่อให้เกิดความเกลียดชังนำไปใช้ในการกระทำความรุนแรงด้วย ดังที่สมเด็จพระสันตะปาปาฟังซิสตรัสไว้ว่า “การแจกจ่ายจำหน่ายอาวุธต้องยุติอย่างเด็ดขาด หากมีการผลิตการจำหน่าย ไม่เร็วก็ช้าจะถูกนำเอามาใช้อย่างผิดๆ ” [10]

        ข้าพเจ้าขอขอบคุณอีกครั้งหนึ่งที่เชิญข้าพเจ้ามามีส่วนในการประชุมครั้งนี้เพื่อชี้ให้เห็นถึงความพยายามของสันตะสำนัก นครรัฐวาติกัน ในการอุทิศตนส่งเสริมป้องกันการดำรงไว้ซึ่งสิทธิมนุษย์ขั้นพื้นฐานแห่งเสรีภาพในการนับถือศาสนา  ถัดจากนี้ไปอีกหนึ่งเดือน ฯพณฯ ไมค์ โปเมโอ (Mike Pomeo) ปลัดกระทรวงจะจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีที่วอชิงตันเพื่อส่งเสริมเสรีภาพในการนับถือศาสนาโดยพิจารณากันเกี่ยวกับการท้าทายต่างๆในขณะนี้  ข้าพเจ้าได้แต่หวังว่าความพยายามเหล่านี้จะนำมาซึ่งการบรรเทาความทุกข์ยากสำหรับผู้ที่ถูกรังเกียจ และที่ถูกเบียดเบียนแม้กระทั่งถึงขั้นการเป็นมรณะสักขีเพราะการนับถือศาสนาหรือเพราะชาติพันธุ์  อาศัยความพยายามดังที่ได้กล่าวมานี้ เรายังมีความหวังว่าเราคงจะมีความสามารถวางรากฐานสำหรับโลกที่มีแต่สันติสุขซึ่งทุกคนที่นับถือไม่ว่าจะเป็นศาสนาใดหรือเชื้อชาติใดจะสามารถดำเนินชีวิตอยู่ด้วยกันในสันติสุขและความสมานฉันท์ ขอขอบคุณ

(วิษณุ ธัญญอนันต์ - เก็บเรื่องนี้มาฝากเพื่อการไตร่ตรอง)

เชิงอรรถ

เชิงอรรถ

[1] Pope Francis, Meeting for Religious liberty with the Hispanic community and other immigrants, Independence Hall, Philadelphia, Saturday, 26 September 2015.

[2] Pope Francis, Address to the Diplomatic Corps, 8 January 2018.

[3] Pope Francis, Address to representatives of the Yazidi Community living in Germany, Vatican, 24 January 2018.

[4] Pope Francis, Remarks of the Holy Father to the Group of Rohingya Refugees, Dhaka, 1 December 2017.

[5] Pope Francis, Ecumenical and Interreligious meeting for Peace, Dhaka, Friday, 1 December 2017

[6] Cf. Pope Francis, Address to the participants in the International Peace Conference, Al-Azhar Conference Centre, Cairo, 28 April 2017.

[7] Ibid.

[8] Pope Benedict XVI, Ecclesia in Medio Oriente, n. 31.

[9] Cf., Vatican Council II, Gaudium et Spes, N. 76 § 3.

[10] Pope Francis, Address to the participants in the International Peace Conference, Al-Azhar Conference Centre, Cairo, Friday, 28 April 2017.