slide1 slide3 slide2 slide4

ทุกๆ 500 ปีพระศาสนจักรต้องเผชิญกับวิกฤตใหญ่ๆ และครั้ง ณ ปัจจุบันนี้ นับว่าร้ายแรงที่สุดหรือยัง?

       ทุกๆ 500 ปีพระศาสนจักรต้องเผชิญกับวิกฤตใหญ่ๆ

และครั้ง ณ ปัจจุบันนี้ นับว่าร้ายแรงที่สุดหรือยัง?

  

            เหตุผลที่ทำให้เชื่อว่าขณะนี้เรากำลังเผชิญกับวิกฤตหนักสุด ที่พระศาสนจักรไม่เคยเจอมาก่อน บทความนี้เขียนโดยเบ็นจมิน ไวเกอร์ (Benjamin Wiker)

 

        นักประวัติศาสตร์จำนวนไม่น้อยทีเดียวที่พากันยอมรับว่าทุกๆ 500 ปี พระศาสนจักรต้องเผชิญกับวิกฤตสำคัญไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง  นี่ไม่ใช่การทำนายแบบ
“นอสตราดามูส” โดยคำนวณจากตัวเลข แต่เป็นสิ่งที่สังเกตได้โดยรูปแบบที่เกิดขึ้น

        ในช่วง 500 ปีแรกของพระศาสนจักร ทางซีกโลกตะวันตกถูกบดขยี้ด้วยอำนาจการเมืองของจักรพรรดิโรมันชั่วร้าย และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จากการรุกรานของคนป่าเถื่อนไร้อารยธรรม จึงเกิดยุคมืดขึ้น ซึ่งพระศาสนจักรก็ปฏิรูปตัวเองได้ไม่เลวนักที่พ้นภัยจากวิกฤตต่างๆ ได้ในศตวรรษต่อๆ มา 

          วิกฤตถัดมาเกิดขึ้นราวปี ค.ศ. 1000  พวกขุนนางศักดินาในศตวรรษก่อนหน้านี้ปั่นป่วนการเลือกตั้งพระสันตะปาปา นักประวัติศาสตร์เรียกการเลือกตั้งพระสันตะปาปาในยุคประมาณ ปี ค.ศ. 900 ว่าเป็นยุคคลั่งไคร้ลามก (Pornocracy)  พระสันตะปาปาที่ดีบางองค์ซึ่งเป็นนักปฏิรูป คณะนักบวชซิสเตอร์เซี่ยนได้ช่วยพระศาสนจักรให้หลุดพ้นจากหลุมโคลนตมของตนเองได้ในศตวรรษที่ 11 และ 12

          ถัดจากนั้นก็แน่นอนว่าเป็นยุคของการปฏิรูปซึ่งเริ่มต้นในปี ค.ศ. 1517  สิ่งหนึ่งที่คาทอลิกจำเป็นต้องทราบคือ พระสันตะปาปาและบรรดาพระคาร์ดินัลในศตวรรษก่อนที่จะมาถึง มาร์ติน ลูเธอร์นั้นเลวร้ายอย่างไร...  มิฉะนั้นแล้วปฎิกิริยาของโปรเตสแตนต์ต่อต้านการคอรัปชั่นในพระศาสนจักรเมื่อ 500 ปีก่อนหน้านี้คงจะไม่เกิดขึ้น หรืออาจเป็นเพียงปฏิกิริยาที่แสดงความไม่พอใจเล็กน้อยจากบาทหลวงคณะออกัสติเนียน ชื่อมาร์ติน ลูเธอร์ ผู้เป็นนักพรตที่ไม่เห็นด้วย

        แล้วบัดนี้ล่ะ... เรากำลังอยู่ในปี ค.ศ. 2018 วิกฤตใหญ่ก็ย่างกรายเข้ามาอีกหลังห้าร้อยปีของการปฏิรูปโปรเตสแตนท์  เพราะความกว้างเป็นแผลลึกของการคอรัปชั่นในพระศาสนจักรกำลังคลี่คลายออกมาให้เราเห็น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่วิกฤต แต่อยู่ที่ว่าเราตกอยู่ในวิกฤตรุนแรงขนาดไหน

        เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นวิกฤตที่รุนแรงมาก  อาจรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยปรากฏมาก็เป็นไปได้  เพราะเหตุใดหรือ?

        การเกิดมีระบบของการเบี่ยงเบนทางเพศในบรรดาพระสังฆราชและพระคาร์ดินัล ณ ปัจจุบันไม่เว้นแม้แต่ในนครรัฐวาติกันซึ่งได้สร้างความยุ่งเหยิงเชิงเทวศาสตร์  การล่วงละเมิดทางเพศนำไปสู่การปฏิรูปก็พอที่จะเข้าใจได้ แต่ไม่สอดคล้องกันกับความจริงทางเทวศาสตร์  ขณะนี้เรื่องราวเปลี่ยนแปลงไปเพราะหลายคนในฐานันดรศักดิ์สงฆ์ผู้เป็นสมณะอยากที่จะมีการเปลี่ยนพื้นฐานของคำสอนเกี่ยวกับเรื่องทางเพศ พระหรรษทานอยู่เหนือธรรมชาติ  สิ่งเหนือธรรมชาติก็อยู่เหนือธรรมชาติ  หากผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบปกป้องความเชื่อและคำสอนเกิดมีความคิดเบี่ยงเบนเรื่องเพศ การเบี่ยงเบนเทวศาสตร์ก็จะตามมาเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำของตนเอง เสรีภาพเรื่องเพศต้องสอดคล้องกับความจริงเทวศาสตร์

        การเชื่อมโยงกันดังกล่าวไม่ใช่เรื่องยากที่จะเข้าใจ  การแต่งงานเป็นความหนึ่งเดียวกันตามธรรมชาติระหว่างชายและหญิง  เป็นความครบครันของเพศที่ต่างกันและเอื้อต่อกัน  ตามความพระคัมภีร์คือความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างชายและหญิงที่แสดงให้เห็นถึงความบริบูรณ์แห่งภาพลักษณ์ของพระเจ้า  ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมพระเจ้าทรงเปรียบความสัมพันธ์ของพระองค์กับชาวอิสราเอลดุจเจ้าบ่าวกับเจ้าสาว  พระเยซูคริสต์คือเจ้าบ่าว ทรงประสูติมาเป็นมนุษย์และเป็นเจ้านายสูงสุด ศีรษะของพระศาสนจักรซึ่งเป็นเจ้าสาวของพระองค์  นี่ไม่ใช่เป็นแค่การเปรียบเทียบ แต่เป็นความลึกล้ำ เป็นความจริง และเป็นการเชื่อมโยงระหว่างวิธีการไถ่กู้ของพระเจ้าและธรรมชาติมนุษย์  เพราะฉะนั้นเราจึงไม่สามารถที่จะนำเรื่องการเบี่ยงเบนทางเพศตามธรรมชาติโดยนำไปใช้ประยุกต์เบี่ยงเบนความเข้าใจของเราเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของพระคริสตเจ้ากับพระศาสนจักร

        หากมีข้อสงสัยอะไรเกี่ยวกับประเด็นนี้ ขอให้ไปอ่าน “รายงานศาลสูงแห่งเพนซิลวาเนีย”  ในรายงานนั้นเราจะพบว่าพระสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศเด็กผู้ชาย ขบวนการเป็น “แก๊งเกย์” แล้วพวกเขาก็ยังไปถวายบูชามิสซา ยังทำหน้าที่ศาสนบริกรอยู่  คอยล่าเหยื่อในที่ฟังแก้บาป จับเด็กชายถ่ายรูปเปลือยกายเหมือนที่พระเยซูถูกตรึงบนไม้กางเขน ให้เด็กผู้ชายแขวนไม้กางเขนทองเพื่อจะบอกให้พระสงฆ์องค์อื่นๆ รู้เหมือนเป็นเครื่องหมายเฉพาะกลุ่ม เขายังใช้น้ำเสกล้างปากเด็กหลังจากที่บังคับให้เด็กร่วมเพศทางปาก  ไม่มีผู้ใดสามารถละทิ้งความจริงเที่ยงแท้ดั้งเดิมแล้วกลับไปทำทุรจารหรือผิดต่อพระเจ้าโดยที่ไม่ผ่านการมีความเชื่อที่ผิดๆ (พวกเฮเรติ๊ก) เสียก่อน ผู้ที่เสแสร้งทำทีว่ามีความเชื่อแท้ดั้งเดิม แต่กลับมีพฤติกรรมดังกล่าวก็ไม่มีการยกเว้นจากกฎข้อนี้ ซึ่งจะร้ายแรงยิ่งกว่าการเป็นคนหน้าไหว้หลังหลอกที่ทำลายพระศาสนจักรจากภายใน เพื่อปกป้องตนเองจากอากัปกิริยาที่แลดูดีศักดิ์สิทธิ์แต่ภายนอก

        เหตุผลอีกประการหนึ่งที่ทำให้เชื่อว่าพวกเรากำลังเผชิญหน้าอยู่กับวิกฤตของพระศาสนจักรที่ร้ายแรงที่สุดของทุกๆ 500 ปี ก็คือ  พระศาสนจักรคาทอลิกเป็นสากลเสมอในเป้าหมาย แต่ในขณะนี้โลกทั้งโลกก็เป็นสากลด้วย  ดังนั้นพระศาสนจักรจึงสามารถเอื้อมไปไกลทั่วถึงทุกแห่งหนได้ดียิ่งกว่ายุคใดๆ ในประวัติศาสตร์ นั่นหมายความว่าอาการเน่า อาการป่วยของพระศาสนจักรก็กระจายไปทั่วทุกมุมโลกเช่นเดียวกัน  ผลที่ตามมาคือ เรากำลังเผชิญกับการเป็นที่สะดุดอย่างสุดขั้ว

        นอกนั้น ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง  วิกฤตเมื่อ 500 ปีที่แล้วคือการปฏิรูปโดยโปรเตสแตนท์ที่ทำให้พระศาสนจักรแตกแยกซึ่งดูเหมือนว่าจะหมดทางแก้ไข  แต่นั่นเป็นวิกฤตที่เกิดขึ้นภายในวัฒนธรรมที่ยังเป็นวัฒนธรรมของคริสตชน ดังนั้นกระบวนการปฏิรูปโปรเตสแตนต์ต่างๆ จึงยังคงมีเป้าหมายที่จะเป็นคริสตน ซึ่งอันที่จริงแล้วเป็นคริสตชนที่ดีกว่าเดิมด้วยซ้ำไป  เมื่อถูกกดดันจากผู้ที่อ้างว่าเป็นศัตรูซึ่งพยายามที่จะแสดงตนเป็นพระศาสนจักรที่แท้จริง การต้านการปฏิรูปดังกล่าวของคาทอลิกต้องเป็นการปฏิรูปด้วยการสร้างความจริงแท้ดั้งเดิมขึ้นใหม่เพื่อที่จะสามารถอยู่รอดแม้ว่าบางครั้งด้วยเหตุผลทางการเมือง

        แต่สำหรับทุกวันนี้เราส่วนใหญ่ดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมที่เป็นโลกียวิสัยซึ่งความกดดันจากภายนอกทำให้พระศาสนจักรต้องแสดงให้เห็นถึงความจริงเทียงแท้ดั้งเดิมของตน และความกดดันจากอำนาจของโลกียวิสัยนั้นมันแฝงตัวอยู่ในพระศาสนจักรด้วย  ในโลกปัจจุบันฝ่ายโปรเตสแตนต์นั้นไม่มากก็น้อยต่างก็ตกอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างจากคาทอลิก ต่างพากันดิ้นรนเพื่อเอาตัวให้รอดจากกระแสทางโลกที่พุ่งแรงขึ้นทุกวัน พวกเขาแทบจะช่วยอะไรไม่ได้เลย  แต่กลับทำให้เรื่องเลวร้ายมีมากขึ้น การเป็นที่สะดุดที่เป็นบาดแผลของพระศาสนจักรในทุกวันนี้นั้นล้วนเป็นเชื้อเพลิงที่ไปโหมกระหน่ำวัฒนธรรมแห่งโลกียวิสัยให้กระพือรุนแรงยิ่งขึ้น

        ดังนั้น นี่จึงเป็นวิกฤตร้ายแรงในยุคของเรานี้ ถ้าจะว่าไปแล้วนี่เป็นวิกฤตครั้งรุนแรงที่สุดที่พระศาสนจักรเคยประสบมา  นี่คือเหตุผลที่มาตรการครึ่งเดียว ของคณะกรรมาธิการพระสังฆราช การประกาศ และการสร้างกำแพงต้องหยุด  ต้องสำรวจวิเคราะห์พระศาสนจักรกันใหม่อย่างละเอียดลออ และดูเหมือนว่าจำเป็นต้องให้ฆราวาสที่มีคุณธรรมสูงเป็นผู้นำในการทำความสะอาดพระศาสนจักรครั้งนี้

        ขอแม่พระผู้นำกองทัพ พระแม่แห่งพันธสัญญาดังที่กล่าวไว้ในหนังสือวิวรณ์เป็นผู้ช่วยเรานำกองทัพเหยียบหัวปีศาจ โปรดช่วยพระศาสนจักรให้พ้นภัยจากวิกฤติอันยิ่งใหญ่นี้

(วิษณุ ธัญญอนันต์ – เก็บบทความนี้มาเรียบเรียงนำสนอ เพื่อให้สมาชิกพระศาสนจักรคาทอลิกได้เกิดการตระหนักและช่วยพระสันตะปาปาฟรังซิสในการปฏิรูปพระศาสนจักรให้กลับสู่ความศักดิ์สิทธิ์ และการเป็นเอกภาพที่แท้จริง)