slide1 slide3 slide2 slide4

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงตัดสินพระทัยแน่วแน่ ที่จะปฏิรูปพระศาสนจักร

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงตัดสินพระทัยแน่วแน่

ที่จะปฏิรูปพระศาสนจักร

 

เมื่อสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมานี้หนังสือพิมพ์ลงข่าวมากมายถึงเรื่องราวความไม่พอใจ และการต่อต้านการปฏิรูปพระศาสนจักรของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส

 

บทความของ คุณพ่อเชย์ คุลเลน กรุงมนิลา (Father Shay Cullen, Manila)
วันที่ 12 กันยายน ค.ศ. 2018

        สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสเป็นพระสันตะปาปาชาวอเมริกาใต้พระองค์แรกจากประเทศอาร์เจนตีน่า  พระองค์เกิดจากพ่อแม่ชาวอิตาเลียนที่อพยพไปยังประเทศ
อาร์เจนตีน่า พระองค์ทรงเป็นพระสันตะปาปาที่มีประชาชนชื่นชมและนิยมมากที่สุดในยุคสมัยใหม่  พระองค์ถูกมองว่าเป็นความหวังและเป็นแสงสว่างสำหรับประชากรของพระเจ้า ประชาชนต่างชื่นชมในความรักเมตตา ความเข้าใจ และการปฏิบัติของพระองค์ต่อคนยากจน คนที่สังคมไม่ให้ความสนใจ และคนที่อยู่ตามชายขอบสังคม

        สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงอยู่ข้างพวกเขา ทรงมีความเอื้ออาทรอย่างมากต่อคนเหล่านั้นที่ตกเป็นเหยื่อของการล่วงละเมิดทางเพศและการค้ามนุษย์

        พระองค์ทรงตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาเฉพาะจากทั่วทุกทวีปเพื่อการปฏิรูปพระศาสนจักร ซึ้งประกอบด้วย พระคาร์ดินัลและพระสังฆราช 8 องค์ รวมองค์
พระสันตะปาปา เป็น 9 องค์ จึงเรียกว่าคณะ “C9”  บรรดาพระคาร์ดินัลและพระสังฆราชถวายคำแนะนำแก่พระองค์ว่าจะต้องบำบัดการล่วงละเมิดทางเพศในพระศาสนจักรอย่างไร  พระองค์ทรงปลดพระสงฆ์/นักบวช และพระสังฆราชที่เกี่ยวข้องในการปกปิดเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ  พระองค์ตรัสว่าจะกระทำยิ่งกว่านี้อีก  หน้าที่ต่อความยุติธรรมและสันติสุขเป็นความสำคัญอันดับแรกสำหรับพระองค์เช่นเดียวกันกับการปกป้องธรรมชาติสิ่งแวดล้อม รวมถึงความห่วงใยของพระองค์ต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศดังที่เราพบได้จากสมณสาส์น Laudato Si’ ของพระองค์

        พระองค์ต้อนรับผู้ที่อยู่ในสภาพเบี่ยงเบนทางเพศ (กะเทย) ในขณะที่พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ประกาศว่าลักษณะลักเพศเป็นความผิดเพี้ยนของมนุษย์และเป็นความชั่วประการหนึ่ง ฝ่ายสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงประกาศความเชื่อ ทัศนคติ และการสอนที่แตกต่างกัน  พระองค์ทรงให้การต้อนรับพวกเบี่ยงเบนทางเพศ(กะเทย) ที่นครรัฐวาติกัน กะเทยจากประเทศชิลีคนหนึ่งได้รับเชิญให้มายังวาติกันและพระสันตะปาปาฟรังซิสตรัสกับเขาว่า “เธอรู้จัก ฮวน คาร์ลอส ไหม?  แต่นั่นไม่สำคัญ พระเจ้าสร้างเธอมาอย่างนี้ พระองค์ทรงรักเธอย่างนี้ พระสันตะปาปารักเธออย่างนี้ เธอควรรักตนเองและไม่ต้องไปกังวลว่าคนอื่นๆ เขาจะพูดหรือวิจารณ์กันอย่างไร” พระองค์ตรัสกับนักข่าวเช่นเดียวกันในขณะที่มีการสัมภาษณ์ “ถ้ามีใครที่เป็นกะเทยแล้วเขาแสวงหาพระเจ้าพร้อมกับมีน้ำใจดี เราเป็นใครกันที่จะไปตัดสินเขา?”  พระองค์ทรงพบกับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการถูกล่วงละเมิดทางเพศบ่อยๆ พระองค์ทรงสนทนากับพวกเขาอย่างเป็นมิตร ทรงรับฟังอย่างตั้งพระทัยและและพูดคุยถึงปัญหานี้กับพวกเขา

        พระองค์ทรงประณามการค้ามนุษย์ว่าเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ เป็นความอัปยศอดสูที่สุดสำหรับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ พวกเขาถูกทำให้เป็นเสมือนทาส  พระองค์เสด็จไปยังเรือนจำ ทำการล้างเท้าของนักโทษรวมทั้งผู้ที่เป็นพี่น้องชาวมุสลิมและรวมถึงยกย่องให้เกียรติสตรีด้วย นี่เป็นการกระทำที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน

        หลังจากที่ได้รับเลือกตั้งเป็นพระสันตะปาปาในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2013 พระองค์ไม่มีแม้แต่คนรับใช้ พระองค์ทรงประทับ ณ อพาร์ตเม้นต์เล็กๆ ที่เป็นสถานที่รับแขก (Guest House) ในวาติกัน พระองค์ไม่ยอมประทับ ณ ราชวังสำหรับพระสันตะปาปา ไม่ต้องการใช้รถหรู พระองค์พอพระทัยที่จะเดินทางหรือใช้รถเล็กๆ พระองค์ฉลองพระองค์อย่างเรียบง่ายไม่หรูหราไม่ใช้เสื้อคลุมยาวประจำตำแหน่งแบบพระสันตะปาปาพระองค์ก่อนๆ ทรงเจริญชีวิตอย่างธรรมดาเรียบง่ายที่สุดและทรงเรียกร้อง
พระสังฆราชและพระอัครสังฆราชมิให้เจริญชีวิตอย่างฟุ่มเฟือยหรูหราเกินความจำเป็น

        สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปครั้งใหญ่ธนาคารวาติกันที่มากด้วยการคอรัปชั่น  คำสอนและการปฏิบัติของพระองค์ทำให้บรรดาพระสังฆราชรวมถึงฆราวาสหลายคนที่เป็นพวกอนุรักษ์ประหลาดใจ  ซึ่งพวกเขาเหล่านี้เป็นผู้ที่ต่อต้านการปฏิรูปของคำสอนจากสภาสังคายนาวาติกัน ครั้งที่ 2  ขณะนี้พวกเขากำลังต่อต้านการปฏิรูปและการเปลี่ยนแปลงของพระองค์  พระองค์ทรงทำให้กระบวนการดำเนินการแต่งงานที่ไม่ถูกต้องโดยตัดระบบที่ยุ่งยากซับซ้อน และการจ่ายเงินจำนวนมากออกไป  พระองค์มีบัญชาให้บรรดาพระสงฆ์ในการโปรดบาปแก่สตรีที่ทำแท้ง  ความเมตตา การเห็นอกเห็นใจ ความเข้าใจ การให้อภัย ความยุติธรรม และความเท่าเทียมกันคือการเรียกร้องของพระองค์เพื่อโลกจะได้มีความชอบธรรมและฟื้นฟูความเชื่อบนพื้นฐานแห่งคุณค่าของพระวรสารแห่งความรัก ความสามัคคีพร้อมเพียงกัน การเสียสละ และการรับใช้เพื่อนบ้าน  การเสวนาเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีกับศาสนิกชนศาสนาอื่นๆ การเอาใจใส่และให้การสนับสนุนผู้อพยพย้ายถิ่นนั้นเป็นที่ทราบกันดีพระองค์ทรงเรียกร้องทุกวัดและศาสนสถานในยุโรปให้ต้อนรับผู้อพยพเหล่านั้น

        ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ทำให้พวกหัวอนุรักษ์แบบสุดโต่งต่างโกรธแค้นไปทั่วโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งพระสังฆราชและนักเทววิทยาบางคนถึงกับเรียกพระสันตะปาปาว่าเป็นเฮเรติ๊กเพราะอนุญาตให้สามีภรรยาที่หย่าร้างกันรับศีลมหาสนิทได้ในบางโอกาส  พวกนายทุนคาทอลิกผู้มีอภิสิทธิ์ถือว่าตนถูกตบหน้าอย่างแรงเมื่อพระสันตะปาปาทรงประณามความชั่วร้ายของระบบทุนนิยมเสรีซึ่งก่อให้เกิดความยากจนขึ้นว่าเป็นการ “นับถือเงินตราเป็นพระเจ้า”  เมื่อพระองค์เสด็จเยือนประเทศสหรัฐอเมริกาและชายแดนที่ติดกับประเทศเม็กซิโกและตรัสต่อต้านการสร้างกำแพงกั้นระหว่างสองประเทศ ประเด็นนี้มีการมองกันว่าเป็นการตำหนิประธานาธิบดีโดนาลด์ ทรั้มพ์  การสนับสนุนบารัค โอบามาที่นำเอาคิวบาเข้าสู่วงการทูตอีกครั้งหนึ่งก็ทำให้ชาวอเมริกันหัวอนุรักษ์รุนแรงไม่พอใจเช่นเดียวกัน  นอกจากนี้แล้วพระองค์ยังทรงประกาศว่าโทษประหารชีวิตเป็นสิ่งที่ “รับไม่ได้” เรื่องนี้พระองค์ก็ถูกต่อต้าน

        เป็นไปได้ว่าศัตรูและนักวิจารณ์ร้ายกาจที่สุดอาจเป็นระบบเจ้าขุนมูลนายในนครรัฐวาติกันเองที่ทราบกันดีในนาม “โรมัน คูเรีย”  รวมถึงพรรคพวกของเขาทั่วโลกซึ่งพระสันตะปาปาทรงประณามเมื่อเดือนธันวาคม ค.ศ. 2014  พระองค์ทรงตรัสถึง “โรคร้ายในพระศาสนจักร 15 ประเภท” ที่ระบบเจ้าขุนมูลนายป่วยรวมถึงโรคอัลไซเม่อร์ทางจิต การตั้งตัวเป็นอริ พวกบ้าเกียรติ คลั่งไคร้หลงไหลในอำนาจ นินทารอบกัดข้างหลัง ชอบสะสมวัตถุเงินทอง และโรคของคนที่สะสมอำนาจไม่รู้จักเพียงพอ พวกนี้พร้อมที่จะสร้างความเท็จ ทำลายชื่อเสียงให้ผู้อื่นเสียหายแม้กระทั่งเอาไปลงหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร

        ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาความโกรธแค้นและการต่อต้านพระสันตะปาปาอย่างรุนแรงมีขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดที่กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์เมื่อเร็วๆ นี้ที่มีการ
กล่าวหาว่าสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทราบเรื่องดี แต่มิได้กระทำการใดๆ เกี่ยวกับข้อกล่าวหาพระคาร์ดินัลชาวอเมริกันที่มีอิทธิพลสูง คือพระคาร์ดินัลเทโดดอร์
แม็คแคริค (Card. Theodore McCarrick) เมื่อสองสามปีที่แล้ว   หลังจากที่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสเสด็จเยือนประเทศไอร์แลนด์ในเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา
พระอัครสังฆราชคาร์โล มารีอา วิกาโน่ (Carlo Maria Vigano) อดีตพระสมณทูตวาติกันประจำวอชิงตันเขียนจดหมายฉบับหนึ่งฟ้องพระสันตะปาปาฟรังซิสและเจ้าหน้าที่วาติกันหลายคนเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศโดยพระคาร์ดินัลแม็คแคริค McCarrick แล้วพระสันตะปาปาไม่ได้ทำอะไรเลย จึงขอให้พระสันตะปาปาฟรังซิสต้องลาออกจากตำแหน่งโป๊ป

        พระอัครสังฆราชวิกาโน่เองก็ใช่ว่าจะมีประวัติที่ขาวสะอาดนัก  ตามเอกสารที่มีอยู่มีการเผยว่าพระอัครสังฆราชวิกาโน่ ขณะที่ยังเป็นพระสมณทูตสั่งให้ยุติการสอบสวนข้อกล่าวหาต่อพระอัครสังฆราชจอห์น นิเอนสเต็ดท์ (Archbishop John Nienstedt) แห่งอัครสังฆมณฑลเซนต์พอลและมินเนอาโปลีส (Saint Paul and Minneapolis) ในปี ค.ศ. 2014  พระอัครสังฆราชจอห์น นิเอนสเต็ดท์ ลาออกหลังจากนั้นหนึ่งปี  สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสไม่ได้ตอบข้อกล่าวหาที่ปราศจากมูลความจริงและขาดหลักฐานจากพระอัครสังฆราชวิกาโน่  นี่เป็นส่วนหนึ่งแห่งการต่อต้านจากบรรดาพระสังฆราชแห่งสหรัฐอเมริกาต่อการปฏิรูปพระศาสนจักรสากลของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส

        จดหมายของพระอัครสังฆราชวิกาโน่ 11 หน้าอาจเป็น “การเปิดโจมตีก่อน” จากพระสังฆราชสหรัฐอเมริกาที่เป็นศัตรูเพื่อจะสร้างความไม่น่าเชื่อถือให้กับ
พระสันตะปาปาฟรังซิสด้วยเกรงว่าพวกเขาอาจถูกสั่งให้เข้ากรุงโรมเพื่อให้ลาออกหรือเพื่อให้ตอบเรื่องการปกปิดการล่วงละเมิดต่อเด็ก/ผู้เยาว์มากว่า 1,000 คนที่ถูกกระทำโดยพระสงฆ์ 300 องค์ในรัฐเพนซิลวาเนีย ซึ่งพวกเขาต้องรับผิดชอบแล้วลาออกหรือถูกไล่ออกจากตำแหน่ง

(วิษณุ ธัญญอนันต์ – เก็บบทความที่น่าสนใจนี้มาเพื่อการไตร่ตรองและวิเคราะห์)