slide1 slide3 slide2 slide4

เหตุใดวันนี้จึงต้องไปเยือนสุสานคาทอลิก?

เหตุใดวันนี้จึงต้องไปเยือนสุสานคาทอลิก?

 

วันที่ 2 พฤศจิกายน ค.ศ. 2018

การสวดภาวนาสำหรับบุคคลที่ล่วงลับไปแล้ว และการไปเยี่ยมหลุมศพของเขาเป็นประจักษ์พยานต่อชุมชนของผู้ที่มีความเชื่อ การเยี่ยมสุสานเป็นกิเมตตา “ส่วนหนึ่ง”
ของพระศาสนจักร

 

        คาทอลิกที่มีอาวุโสอาจจำได้กับคำว่า “สิ่งคล้ายศีล” หมายถึง “เครื่องหมายศักดิ์สิทธิ์ที่มีลักษณะคล้ายกันกับศีลศักดิ์สิทธิ์ หมายถึงผลดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งแห่งธรรมชาติในชีวิตจิต ซึ่งเราจะได้รับโดยอาศัยการวิงวอนของพระศาสนจักร  อาศัยสิ่งคล้ายศีลเหล่านั้นเราอยู่ในฐานะที่จะรับผลดีแห่งศีลศักดิ์สิทธิ์และโอกาสที่ดีต่าง ๆ ในชีวิตที่ถูกแปลงให้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์” (คำสอนของพระศาสนจักรคาทอลิก 1667)  สิ่งคล้ายศีล “ถูกสถาปนาขึ้นเพื่อทำให้พันกิจบางอย่างของพระศาสนจักรศักดิ์สิทธิ์รวมถึงสภาพบางอย่างแห่งชีวิตด้วย ซึ่งเกิดขึ้นในหลายโอกาสแห่งชีวิตคริสตชน รวมถึงการใช้หลายสิ่งหลายอย่างให้เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์” (ข้อ 1668)  ตามความเข้าใจของคนทั่วไปสิ่งคล้ายศีลได้แก่ การเสกรูปพระต่าง ๆ น้ำเสก เสื้อจำพวก และใบลาน ฯลฯ

 

สุสานคาทอลิก

        เดือนพฤศจิกายนเป็นเดือนที่พระศาสนจักรคาทอลิกอุทิศให้เป็นการสวดภาวนาเป็นพิเศษสำหรับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว  เพื่อส่งเสริมการปฏิบัติที่ศักดิ์สิทธิ์นี้ 
พระศาสนจักรมอบพระคุณการุณย์บริบูรณ์ประจำวันสำหรับวิญญาณในไฟชำระภายใต้เงื่อนไขตามปกติ (เจตนาบริสุทธิ์ที่จะรับ แก้บาป รับศีลมหาสนิท สวดตามพระประสงค์ของสมเด็จพระสันตะปาปา)  สำหรับผู้ที่ไปเยี่ยมสุสานในช่วงระหว่างวันที่ 1-8 พฤศจิกายน พระศาสนจักรมอบพระคุณการุณย์เป็นบางส่วนนอกเหนือจากวันที่กำหนดไว้
ดังกล่าว

        ครั้งหนึ่งสุสานคาทอลิกเป็นสถานที่ซึ่งทุกวัดคาทอลิกต้องจัดขึ้น  พอเวลาผ่านไปนานวัน (เพราะกฎหมายของประเทศ) สังฆมณฑลจึงทำสุสานกลาง จึงกลายเป็น
ในเชิง “ธุรกิจ” 

        อะไรที่เป็นหลักสำคัญเกี่ยวกับสุสานในฐานะที่เป็นสิ่งคล้ายศีล?  และเหตุใดจึงต้องมีการเยี่ยมสุสานกันสำหรับทุกวันนี้?  มีเหตุผล 3 ประการด้วยกัน

การเห็นได้ด้วยตา  แม้จะมีการเรียกยุคนี้ว่าเป็น “วัฒนธรรมแห่งความตาย” นี่เป็นเรื่องเหลือเชื่อว่าหลายคนต้องการที่จะทำให้ความตายไม่ให้มีใครรู้เห็นเท่าที่จะสามารถทำได้  ทุกวันนี้ผู้คนส่วนใหญ่เสียชีวิตในโรงพยาบาลไม่ใช่ที่บ้าน  เด็กส่วนใหญ่จะไม่ร่วมหรือจัดพิธีปลงศพด้วยคิดไปว่าความตายเป็นความ “ฝันร้าย” เกินไป  สามัญสำนึกค่อย ๆ หดหายไป บางครั้งเก็บร่างที่ไร้วิญญาณเพียงเย็นเดียวหรือเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนนำศพไปฝัง  แต่ในหลายแห่งยังคงจัดให้มีการสวดต่อหน้าศพก่อนนำไปฝัง 
พิธีปลงศพสามารถถูกกำหนดได้จากผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ แทนที่จะเป็นการเรียกร้องของผู้ตายก่อนตาย

การเผาศพกำลังเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย มีรายงานว่าปัจจุบันผู้คนนิยมการเผามากกว่าการฝังขึ้นกับวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ และวิธีปฏิบัติของคาทอลิกในปัจจุบันก็ไม่ค่อยแตกต่างจากคนที่ไม่ใช่คาทอลิก แม้ว่าพระศาสนจักรจะนิยมให้มีการฝังมากกว่า  ในกรณีเผาศพพระศาสนจักรเรียกร้องให้เก็บเถ้าอัฐิไว้ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และห้ามนำเถ้าที่เกิดจากการเผาไปโปรยทิ้งในทะเลหรือบนยอดเขาหรือแบ่งออกเป็นส่วน ๆ เก็บไว้ในครอบครัว)  การหายตัวไปเพราะความตายบ่อยครั้งมักจะเชื่อมโยงกับการหายไปของร่างกายด้วยในทุกวันนี้  แทนที่จะเป็นพิธีปลงศพ ผู้คนมักจะพูดกันถึง “พิธีรำลึก” และบ่อยครั้งเรามักจะได้ยินคนพูดว่า “พิธีปลงศพเกี่ยวกับผู้ยังมีชีวิตเป็นผู้จัด ไม่เกี่ยวกับผู้ตาย”

 

ความจริงมิได้เป็นเช่นนั้น

        หากเราเชื่อถึงชีวิตหลังความตาย พิธีปลงศพจะเกี่ยวกับการจากไปของเขาและความต้องการคำภาวนาของเขา การตายของเขาเป็นเครื่องเตือนใจเราว่าวันนี้เขาเป็นอย่างไร วันหนึ่งฉันก็จะเป็นเช่นนั้นเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม กล่องเล็ก ๆ หรือผอบอัฐิที่ปิดฝาที่เก็บไว้เองไม่ได้บอกกล่าวอะไรมากมายนัก

        ประวัติศาสตร์  สุสานวัดมักจะเป็นจุดศูนย์กลางเพื่อช่วยให้ชุมชนเป็นหนึ่งเดียวกัน  เมื่อเราไปเยี่ยมหลุมศพของบรรพบุรุษ ญาติ หรือเพื่อน เราจำได้ว่าพวกเขาในขณะที่มีชีวิตอยู่กับใครบ้าง พวกเขาเหล่านี้เป็นคาทอลิกที่เจริญชีวิตร่วมกัน และบัดนี้พวกเขาก็ยังร่วมกันในความตาย  นี่คือประวัติศาสตร์

        ทุกวันนี้การเดินทางสะดวกรวดเร็วมาก  มีสุสานใหญ่โตมากมาย  เราอาจถามนักกฎหมายในนิทานเปรียบเทียบของพระเยซูคริสต์เรื่องชาวสะมาเรียผู้ใจดีที่เขียนโดยนักบุญลูกาว่า “แล้วใครเล่าคือเพื่อนบ้านของฉัน?” เราสามารถพูดได้ด้วยสัจจะว่าเมื่อเราไปเยี่ยมหลุมศพญาติพี่น้องของเราในสุสาน  เราไม่ทราบเลยว่าญาติเรานอนอยู่ในสุสานนั้นกับผู้ใดบ้าง  เราต้องไตร่ตรองว่าผู้ล่วงลับไม่ได้เดินทางตามลำพังเท่านั้น บางคนคิดว่าผู้ล่วงลับถูกฝังแบบลำพัง  นี่น่าจะเป็นการเพิ่มน้ำหนักความคิดของชาวตะวันตกเกี่ยวกับคนที่ขาดความสัมพันธ์กับสังคม  ใช่แล้ว สุสานคาทอลิกยังคงเป็นประจักษ์พยานแห่งชุมชนผู้มีความเชื่อ ดังที่มีบทเพลงเก่าบทหนึ่งที่เขียนไว้ว่า
“ท่านต้องการไปยังสถานที่ซึ่งใคร ๆ ก็รู้จักชื่อของท่าน”

        สิ่งคล้ายศีล  เรามักจะเรียกสุสานว่าเป็นพื้นที่ “ว่างเปล่า” (hallowed) น่าจะเป็นประโยชน์บ้างหากเราจะคิดถึงสัปดาห์ระลึกถึงผู้ล่วงลับ ที่สหรัฐอเมริกา ยุโรป
มีงานฮัลโลวีน (Halloween week) ซึ่งมักวันสิ้นเดือนตุลาคม น่าเสียดายการจัดงานเช่นนี้นำมาซึ่งความว่างเปล่าและไร้ซึ่งความหมายลึกซึ้งจริง ๆ เราควรหันมาไต่ตรองว่าสุสานและหลุมศพต้องเตือนเราว่า ร่างกายมนุษย์แม้จะตายแล้วก็ยังเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเป็นวิหารของพระจิต

        ความหมายสิ่งคล้ายศีลของร่างกายกำลังค่อย ๆ เลือนลางไปจากค่านิยมที่ยิ่งวันยิ่งเพิ่มขึ้น ซึ่งหลายคนเลือกที่จะเผาศพซึ่งอาจไม่ได้ตั้งใจโดยตรง แต่ก็กำลังปฏิบัติกันเกือบทั่วไปด้วยเหตุผลต่าง ๆ ทางสังคมและเศรษฐกิจ  เราสามารถที่จะอภิปรายกันในวัดหรือในสังฆมณฑลว่าจะลดค่าใช้จ่ายในการฝังศพซึ่งเป็นเหตุให้นิยมเผากันได้หรือไม่?

        เหตุผลอันจำเป็นต้องมีสุสานคาทอลิกเพราะเรามองเห็นได้ ต้องมีหลุมศพซึ่งเป็นเครื่องหมายของผู้ตาย  สุสานคาทอลิกเตือนใจเราให้มีความเข้าใจอีกอย่างหนึ่งถึงความหมายและเป้าหมายแห่งชีวิต เป็นอะไรที่แตกต่างกับความคิดของผู้ที่ไม่นับถือศาสนาและดวงใจที่ตั้งคำถามเรื่องที่โลกยุคใหม่เสนอ

        ในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ น่าจะนำเสนอ หากวัดจะจัดให้มีการเยี่ยมสุสาน?  เหมือนวันฉลองพระกายและพระโลหิตของพระคริสตเจ้าหรือวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งในหลายแห่งมีการจัดกันอย่างเปิดเผย  การเชิญชวนพี่น้องแห่ไปยังสุสานเป็นประจักษ์พยานต่อสาธารณะชนถึงความเชื่อของเราใน “การกลับคืนชีพของกายและชีวิตในโลกหน้า”

        เราทราบว่าในบางแห่งมีการประกอบพิธีบูชาขอบพระคุณในสุสานในเดือนพฤศจิกายนและ/หรือในวันระลึกถึงผู้ตาย  เมื่อตระหนักดีว่าศีลมหาสนิทป็น “บ่อเกิดอันสุดยอดของชีวิตคริสตชน” (Lumen Gentium, 11)  จึงขอแนะนำด้วยว่าควรมีการแห่ไปเยี่ยมสุสานด้วย  สุสานควรมีการรำลึกถึงทางกายภาพ  กิจศรัทธาคาทอลิกมีค่าควรที่จะทำนุบำรุงรักษาไว้ เพราะว่า “เป็นการปฏิบัติที่เฉลียวฉลาดถูกต้องในศรัทธาประชานิยมที่มีผลมั่งคั่ง” ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจให้กับการดำเนินชีวิตจิตนั้น
(ดู “Directory on Popular Piety and the Liturgy” ข้อ 12 และ 260)

        กิจกรรมดังกล่าวเป็นการยืนยันถึง “ความสัมพันธ์ของผู้ที่ยังมีชีวิตและผู้ล่วงลับ” สุสานเป็นการขยายความของพระศาสนจักรที่ไม่เป็นเพียงแต่สิ่งคล้ายศีล แต่ยังเป็นที่พักผ่อนสุดท้ายของผู้ที่เป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกของพระศาสนจักรที่กำลังทนทุกข์ชำระวิญญาณด้วยความหวังการเข้าสู่สวรรค์ และผู้ที่มีชัยชนะเข้าสู่สวรรค์แล้ว 
“สหพันธ์นักบุญ” เป็นความเชื่อข้อหนึ่งในคำสอนของพระศาสนจักร  การเยี่ยมสุสานจึงเป็นเมตตากิจ “ส่วนหนึ่ง” ของพระศาสนจักร

        ดังนั้นเหตุใดจึงควรไปเยี่ยมสุสานคาทอลิกในวันเหล่านี้?  นอกจากมีความหมายเชิงสิ่งคล้ายศีล ในทางเทววิทยา และการเป็นประจักษ์พยานต่อผู้ล่วงลับในสุสานกับพวกเราด้วยการให้เกียรติแก่ร่างกายของผู้ตายแล้ว โปรดจำไว้ด้วยว่านี่ยังเป็นเหตุผลที่มีคุณค่าอยู่ด้วย  พวกเราที่มีชีวิตอยู่สามารถทำอะไรบางอย่างได้ที่มีค่ามหาศาลเพื่อชีวิตนิรันดรสำหรับสัตบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วด้วยการรับพระคุณการุณย์บริบูรณ์อุทิศแก่ผู้ล่วงลับ  ขอให้คิดถึงโอกาสของการสร้างเครือข่าย  ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีงามในความสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ที่อยู่ ณ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์และสูงส่ง

(วิษณุ ธัญญอนันต์ - เก็บเรื่องการเยี่ยมสุสานมาไตร่ตรอง)