slide1 slide3 slide2 slide4

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงรับสั่งแก่สมาชิกพระศาสนจักร ขอให้นำผู้กระทำการละเมิดทางเพศเข้าสู่ระบบความยุติธรรม สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสรับการเข้าเฝ้าคำนับตามธรรมเนียมของคณะผู้ใหญ่และเจ้าหน้าที่โรมันคูเรีย ณ วาติกัน วันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ. 2018 ก่อนกา

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงรับสั่งแก่สมาชิกพระศาสนจักร

ขอให้นำผู้กระทำการละเมิดทางเพศเข้าสู่ระบบความยุติธรรม

 

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสรับการเข้าเฝ้าคำนับตามธรรมเนียมของคณะผู้ใหญ่และเจ้าหน้าที่โรมันคูเรีย

ณ วาติกัน วันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ. 2018

          ก่อนการฉลองคริสต์มาสเพียงไม่กี่วันสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสในการตอบโต้ต่อวิกฤตการละล่วงเมิดทางเพศประกาศว่า “พระศาสนจักรจะใช้ความพยายามทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อนำผู้ใดก็ตามที่ได้ล่วงละเมิดทางเพศเข้าสู่ระบบความยุติธรรม”  พระองค์ทรงสัญญาว่า “พระศาสนจักรจะไม่มีวันเงียบเฉยเด็ดขาดและจะถือเป็นเรื่องใหญ่ในทุกคดีอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดทางเพศโดยเฉพาะต่อเด็กและผู้เยาว์”

 

        นับหลายทศวรรษมาแล้วที่ประชาชนคาดหวังแถลงการณ์ดังกล่าวจากพระประมุขสูงสุดของพระศาสนจักรคาทอลิก ซึ่งสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงประกาศอย่างสาธารณะ ในโอกาสพบปะกับผู้ใหญ่และเจ้าหน้าที่ของโรมันคูเรียซึ่งเป็นสำนักงานต่างๆในนครรัฐวาติกันที่ช่วยพระองค์ในการปกครองพระศาสนจักรคาทอลิก

        พระองค์ยอมรับว่า “ในอดีตมีบางคนเพราะขาดความรับผิดชอบ ไม่เชื่อ ขาดการอบรม ขาดประสบการณ์... หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ทั้งฝ่ายกายและฝ่ายจิต ปฏิบัติกับหลายกรณีอย่างไม่จริงจังและไม่ฉับพลันอย่างที่ควรกระทำ”

        “เหตุการณ์อันเศร้าสลดเช่นนี้จะต้องไม่เกิดขึ้นอีกเด็ดขาด” พระองค์ตรัส

          สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสกล่าวขอบคุณอย่างจริงใจต่อนักข่าวมืออาชีพที่ซื่อสัตย์พยายามถอดหน้ากากนักล่าเหยื่อและทำให้ได้ยินเสียงของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ  พระองค์ทรงขอร้องทุกคนจงอย่าเงียบ แต่ให้ “ช่วยกันทำเรื่องนี้ให้กระจ่างอย่างสร้างสรรค์ เพราะการเป็นที่สะดุดยิ่งที่ใหญ่กว่าในเรื่องนี้ก็คือการปกปิดความจริง”

        พระองค์ตรัสกับผู้ที่ทำการล่วงละเมิดต่อเด็ก/ผู้เยาว์ว่า “จงกลับใจและมอบตนเองสู่กระบวนการแห่งความยุติธรรม และให้เตรียมตัวสำหรับความยุติธรรมของพระเจ้า”

        จากนั้นพระองค์ทรงอ้างถึงพระวาจาของพระคริสตเจ้า “ผู้ใดเป็นเหตุให้คนธรรมดาๆ ที่มีความเชื่อในเราต้องทำบาป ถ้าเขาจะถูกแขวนคอด้วยหินโม่ถ่วงลงใต้ทะเล ก็ยังจะดีกว่าสำหรับเขา น่าเสียดายที่โลกนี้ยังมีผู้ที่เป็นเหตุให้มนุษย์ทำบาป  ผู้เป็นเหตุให้มนุษย์ทำบาปต้องมีโทษอย่างแน่นอน  แต่วิบัติจงเกิดแก่ผู้นั้นเถิด” (มธ. 18; 6-7)

          คงยากที่จะเป็นไปได้ว่าผู้ทำการล่วงละเมิดฯจะมอบตนเองให้กับเจ้าหน้าที่โดยทันทีทันใดเพียงเพราะมีคนบอกให้เขามอบตัว  ผลที่ตามมาคือ พระศาสนจักรต้องตั้งระบบเพื่อจัดการกับผู้ล่วงละเมิดฯ รวมถึงจัดการกับบรรดาบิช็อปที่ละเลย เพิกเฉย ไม่กระทำทุกสิ่งที่จำเป็นเพื่อพิทักษ์ปกป้องคุ้มครองเด็ก/ผู้เยาว์

        ตั้งแต่ ค.ศ. 2002 ประเทศสหรัฐอเมริกามีระบบที่ดีในการจัดการกับบาทหลวง/นักบวชที่ล่วงละเมิดเพศ  ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อได้รับการสนับสนุนให้เปิดเผยตัวเอง ขอให้แจ้งข้อกล่าวหา แล้วรายงานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบ   แล้วคณะกรรมการฆราวาสจะทำการตรวจสอบหลักฐานที่เป็นข้อกล่าหาต่อบาทหลวง/นักบวชคนนั้น  หากพบว่าบาทหลวง/นักบวชนั้นมีความผิดจริง บุคคลผู้นั้นจะไม่สารมารถปฏิบัติหน้าที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งสมณะอีกต่อไป

        แต่ระบบจะดีก็ต่อเมื่อมีการนำไปปฏิบัติจริงจัง ซึ่งเป็นเหตุผลที่ฆราวาสและสื่อสังคมควรช่วยกันเฝ้าระวังกันต่อไป  เพราะว่าในอดีตบรรดาบิช็อปหรือสมณประมุขไม่ได้ทำหน้าที่กันอย่างดี  เราต้องนำเอาคำพูดของประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา โรนัล เรแกนมาใช้  “อย่าไว้ใจใคร แต่จงหาความจริง”

        ยังมีบางเขตศาสนปกครอง (Dioceses) ที่ยังมั่วแบบคลุมเคลืออยู่ซึ่งบรรดาผู้นำหรือบิช็อปต้องเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง  และเป็นความจริงว่ามีสมณประมุขหรือบิช็อปบางองค์ที่ถูกถอดถอนจากตำแหน่งเพราะช่วยปิดบังความจริง แต่นั้นเป็นเพียงเฉพาะกรณีไป  จนกระทั่งบัดนี้ยังไม่มีระบบการรายงาน การตรวจสอบ และการที่ทำให้บิช็อปที่ไม่รู้จักรับผิดชอบต้องรับผิด

          คำปราศรัยของพระสันตะปาปาก่อให้เกิดการเตรียมครั้งสำคัญสำหรับหัวข้อการประชุมในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2019 ณ กรุงโรม เพื่ออภิปรายกันถึงเรื่องวิกฤตการการล่วงละเมิดเพศฯ  ผู้เข้าร่วมประชุมจะรวมถึงประธานสภาประมุขบาทหลวงคาทอลิกทั่วโลก (Catholic Episcopal Conferences) ซึ่งได้รับการขอร้องให้มีการพบกับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อก่อนที่จะเดินทางไปประชุม ณ กรุงโรม มีการแจ้งล่วงหน้าว่าการประชุมครั้งนี้ไม่ใช่เป็นการโต้วาทีกันไม่ว่าจะมีวิกฤตหรือวิกฤตต่าง ๆ จะสาหัสเพียงใด  แล้วจะไม่มีการการเปิดเวทีให้มีการอภิปรายกันว่าเจ้าหน้าที่พระศาสนจักรควรที่จะปิดบังวิกฤตต่อสัตบุรุษหรือไม่

        น่าเสียดายว่ามีสมณประมุขหรือบิช็อปหลายองค์ทั่วโลกยังคงคิดว่าเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศนี้เป็นปัญหาเฉพาะของอเมริกา ยุโรป หรือเป็นปัญหาครั้งแรกของโลก  พระสันตะปาปาตรัสว่า ขอร้องเลิกพูดถึงวันเก่าๆ แบบนี้ได้แล้ว เพราะนี่คือปัญหาของทุกประเทศในโลก บางท่านคิดว่านี่เป็นเรื่องที่ห่างไกลตัว เป็นปัญหาของที่อื่น ๆ นี่เป็นความคิดที่ผิดถนัด

แม้การประชุมในเดือนกุมภาพันธ์จะเป็นเพียงแค่ 3 วัน (21-24 กพ. 2019) ช่วงสั้นมากก็จริงแต่ก็ยังจะเป็นโอกาสสำคัญให้สัตบุรุษมีการสื่อสารกับบรรดาผู้นำพระศาสนจักรทั่วโลก ว่าประเด็นนี้มีความสำคัญเพียงใดสำหรับต่อบรรดาสมณประมุขหรือบิช็อปที่ต้องจัดการกรณีต่าง ๆ อย่างฉับไวและเปิดเผยเกี่ยวกับวิกฤตการการล่วงละเมิดเพศ
การประชุมที่กำลังเกิดขึ้นนี้จะยังไม่แก้วิกฤต แต่จะระดมความคิดในการเริ่มจัดการกับกรณีต่าง ๆ โดยมาตรการที่เหมาะสมทั่วโลกและเป็นทิศทางเดียวกัน

 

(บทความจากคอลัมน์ “เครื่องหมายของกาลเวลา” นำเสนอ วิเคราะห์ โดย คพ. โทมัส รีสเอส. เจ.  Rev Thomas Reese, SJ เมื่อวันที่ 3 มกราคม ค.ศ. 2019

วิษณุ ธัญญอนันต์ – เก็บบทความนี้มาเพื่อการไตร่ตรอง)