slide1 slide3 slide2 slide4

บทเทศน์ วันสมโภชพระคริสต์แสดงองค์ ปี ค.ศ. 2019

บทเทศน์ วันสมโภชพระคริสต์แสดงองค์ ปี ค.ศ. 2019

“แสงสว่างของพระเจ้าฉายแสงมายังผู้ที่ยอมรับแสงสว่างดังกล่าว”

 

วันที่ 6 มกราคม ค.ศ. 2019

        ต่อไปนี้เป็นคำเทศน์ของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส เมื่อวันที่ 6 มกราคม ค.ศ. 2019 ณ มหาวิหารนักบุญเปโตรโอกาสสมโภชพระคริสต์แสดงองค์

******

        พระคริสต์แสดงองค์:      “Epiphany (επιφάνεια)” คำนี้แสดงถึงการแสดงตนให้เป็นที่ประจักษ์ของพระคริสตเจ้าผู้ซึ่งนักบุญเปาโลบอกเราในบทอ่านที่สอง (เทียบ อฟ. 3: 6) ว่า พระเยซูคริสต์ทำให้มนุษย์ทุกชาติทุกภาษารู้จักพระองค์ซึ่งนักปราชญ์ 3 ท่านเป็นผู้แทน โดยอาศัยวิธีนี้พระองค์เผยให้เราเห็นพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้าผู้เสด็จมาเพื่อมนุษย์ทุกคน คือ ทุกชาติ ทุกภาษา ทุกคนล้วนได้รับการต้อนรับและความรักจากพระองค์ ประเด็นนี้มีดวงดาว แสงสว่างเป็นสัญลักษณ์ซึ่งส่องแสงแบบทะลุทะลวงความมืด และส่องสว่างให้กับทุกสิ่ง

        แต่หากพระเจ้าแสดงพระองค์ให้เป็นที่รู้จักสำหรับทุกคน ก็ยิ่งจะน่าประหลาดใจยิ่งขึ้นไปอีกว่าพระองค์ทรงทำเช่นนั้นได้อย่างไร  พระวรสารเล่าถึงกิจกรรมของพระองค์ครั้งหนึ่ง ณ บริเวณรอบวังกษัตริย์เฮร็อดตอนที่พระเยซูทรงแสดงตนเองดุจเป็นกษัตริย์   นักปราชญ์จากตะวันออก 3 ท่านถามว่า ทารกที่บังเกิดเป็นกษัตริย์ของชาวยิวอยู่ที่ไหน?” (มธ. 2: 2) พวกเขาจะพบพระองค์แต่ไม่ใช่ในสถานที่ที่พวกเขาคิดว่าคงจะอยู่ในวังแห่งกรุงเยรูซาเล็ม แต่อยู่ในถ้ำเลี้ยงสัตว์แห่งเมืองเบ็ธเลเฮ็ม เราพบได้กับสิ่งเดียวกันนี้ในวันคริสต์มาส พระวรสารเล่าถึงการสำรวจสำมะโนครัวทั่วโลกที่ทำกันในรัชสมัยของจักรพรรดิ์เอากุสตัสขณะที่กวีรีเนอุสเป็นข้าหลวง (เทียบ ลก. 2: 2)  แต่ขณะนั้นไม่มีผู้ใดทราบว่ากษัตริย์แห่งประวัติศาสตร์จะเกิดขึ้นในสมัยของตน  อีกครั้งหนึ่งเมื่อพระเยซูคริสต์มีอายุได้ 30 พรรษา พระองค์ทรงทำตนให้เป็นที่รู้จักต่อสาธารณะชนโดยมียอห์นบัปติสต์เป็นผู้ประกาศล่วงหน้า  พระวรสารเล่าถึงเหตุการณ์อย่างสง่างามโดยลำดับคนสำคัญ ๆ ในยุคนั้นซึ่งเป็นผู้ทรงอำนาจทั้งทางโลกและทางชีวิตฝ่ายจิต เช่น ตีเบรีอุส ซีซ่าร์ ปอนซีอัส ไปเรต เฮร็อด ฟีลิป ลีซารีอัส สมณสงฆ์อันนาสและกัยฟัส  พร้อมกับลงท้ายด้วยการกล่าวว่าในเวลานั้น พระวาจาของพระเจ้าได้มาถึง
ยอห์นบุตรของซาการียาห์ซึ่งอยู่ในที่เปลี่ยว” (ลก. 3: 2) พระวาจาของพระเจ้าไม่ได้ไปถึงผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง แต่ไปสู่บุรุษผู้หนึ่งที่ปลีกวิเวกตนเองไปอยู่ในทะเลทราย ตรงนี้แหละคือสิ่งที่น่าแปลกใจ พระเจ้าไม่ทรงต้องการสปอตไลต์ของโลกเพื่อที่จะทำให้พระองค์เป็นที่รู้จักและโด่งดัง

        เมื่อเราได้ฟังชื่อบุคคลสำคัญ ๆ ดังที่ระบุไว้ เราอาจถูกโน้มน้าวให้หวนกลับไปหาความโด่งดังของพวกเขา  เราอาจคิดว่านี่คงจะเป็นการดีกว่าหากดวงดาวของพระเยซูปรากฏขึ้นที่กรุงโรมบนเนินปาลาตีเน่ซึ่งจักรพรรดิเคยปกครองโลก  เมื่อนั้นทั้งจักรภพคงจะเป็นคริสตชนกันหมด หรือมิฉะนั้นก็ให้ดวงดาวนั้นปรากฏขึ้น ณ ราชวังของกษัตริย์เฮร็อด ถ้าเป็นเช่นนั้นเฮร็อดคงจะทำความดีมากว่าความชั่ว  แต่แสงสว่างของพระเจ้ามิได้ทอแสงไปยังบุคคลเหล่านั้นที่เปล่งรัศมีของตนเอง  พระเจ้าทรง “เสนอตนเอง” พระองค์มิได้ “บังคับตนเอง”  พระองค์ไม่ได้ประทานความมืด ซึ่งมักจะยั่วยวนใจเราเสมอให้เกิดความสับสนระหว่างแสงสว่างของพระเจ้ากับแสงสว่างของโลก บ่อยครั้งเพียงใดที่ใจเราถูกยั่วยวนให้ติดตามแสงสว่างแห่งอำนาจและการกินดีอยู่ดีโดยเชื่อว่าเรากำลังรับใช้พระเจ้าและพระวรสาร แต่การทำเช่นนั้นเรามิได้หันไปหาแสงสว่างกับสิ่งที่ผิดๆ ดอกหรือ?  เพราะว่าพระเจ้าไม่ได้ประทับอยู่ที่นั่น  แสงสว่างอันทรงเมตตาของพระองค์ฉายแสงออกในความรักที่สุภาพถ่อมตน ไม่ใช่การจัดฉาก  มีสักกี่ครั้งกี่หนในฐานะที่เป็นพระศาสนจักรเราเปล่งรัศมีออกด้วยรัศมีของเราเอง เพื่อเกียรติและหน้าตาของตนเอง  แต่เราไม่ใช่ดวงอาทิตย์ของมนุษยชาติ  เราเป็นเพียงพระจันทร์ที่แม้จะเป็นดาวเคราะห์แต่ก็ยังสะท้อนให้เห็นแสงสว่างแห่งความจริงซึ่งได้แก่พระเยซูคริสตเจ้า พระองค์เป็นแสงสว่างของโลก (เทียบ ยน. 9: 5) และต้องเป็นพระองค์เท่านั้น ไม่ใช่เรา

        แสงสว่างของพระเจ้าส่องไปยังผู้ที่ยอมรับ  ในบทอ่านที่หนึ่งประกาศกอิสยาห์บอกเราว่าแสงสว่างมิได้ปิดกั้นความมืดและเมฆหมอกมิได้ปกคลุมโลก แต่จะเปล่งรัศมีมายังผู้ที่พร้อมจะยอมรับแสงสว่างนั้น  ดังนั้นท่านประกาศกจึงส่งการท้าทายไปยังทุกคน “จงลุกขึ้นแล้วฉายแสงออกมา” (อสย. 60: 1)  เราจำเป็นต้องลุกขึ้น ต้องสลัดทิ้งชีวิตที่เกียจคร้านและพร้อมที่จะออกเดินทาง  มิฉะนั้นแล้วเราจะหยุดนิ่งอยู่กับที่ดุจดังคณะที่ปรึกษาของเฮร็อด พวกเขาทราบดีอยู่แก่ใจว่าพระผู้ไถ่บังเกิดที่ไหน แต่พวกเขาไม่ยอมแม้กระดิกนิ้ว อยู่เฉย ๆ ไม่กระตือรือร้น  เราจำเป็นต้องเปล่งรัศมีด้วย ต้องสวมอาภรณ์ในพระเจ้าผู้ทรงเป็นดุจความแสงสว่างที่เรียบง่ายที่สุด เราต้องสลัดเสื้อผ้าอันหลอกลวงของเราออกก่อนอื่นใด  มิฉะนั้นแล้วเราจะเป็นเหมือนเฮร็อดที่ชอบแสงสว่างของโลกในความสำเร็จและในอำนาจตำแหน่งของตนมากกว่าแสงสว่างของพระเจ้า  ตรงกันข้ามกับนักปราชญ์ทั้งสามจากบูรพาทิศที่ทำให้คำทำนายสำเร็จไป  พวกเขาลุกขึ้นและเปล่งรัศมีออกมา รับสวมอาภรณ์ในความสว่าง พวกเขาคือดวงดาราแท้จริงในสรวงสวรรค์ ไม่ใช่คณะที่ปรึกษา ไม่ใช่เฮร็อด หรือไม่ใช่ประชากรคนใดในกรุงเยรูซาเล็ม

        เพื่อที่จะพบกับพระเยซูคริสต์เราจำเป็นต้องเลือกหนทางใหม่ด้วย ต้องเดินไปในทิศทางที่แตกต่าง ซึ่งเป็นทิศทางของพระองค์ เป็นหนทางแห่งความรักที่สุภาพถ่อมตน แล้วเราก็ต้องยืนหยัดอย่างมั่นคง พระวรสารวันนี้จบลงด้วยการบอกว่านักปราชญ์จากทิศตะวันออก 3 ท่าน หลังจากที่ได้พบพระกุมารแล้ว “ท่านเดินทางกลับไปยังประเทศของตนโดยเดินอีกทางหนึ่ง” (มธ. 2; 12) อีกทางหนึ่งที่แตกต่างจากทางของเฮร็อด เป็นทางเลือกที่ไม่ใช่เส้นทางของจิตตารมณ์ทางโลก เส้นทางเฉกเช่นของผู้ที่ห้อมล้อมพระเยซูกุมารในโอกาคริสต์มาส ที่ได้เลือกเดิน ซึ่งได้แก่มารีย์ โจเซฟ และคนเลี้ยงแกะ ดุจนักปราชญ์แห่งทิศบูรพาทั้ง 3 ท่าน ที่ทิ้งบ้านช่องแล้วกลายเป็นผู้แสวงบุญบนเส้นทางของพระเจ้า เป็นเส้นทางสำหรับเขาเหล่านั้นเท่านั้นที่ยอมสละทิ้งข้าวของเงินทองของโลก แล้วออกเดินทางแสวงบุญเพื่อที่จะพบกับพระธรรมล้ำลึกของพระเจ้า

        ประเด็นนี้เป็นความจริงสำหรับเราเช่นเดียวกัน ไม่เป็นการเพียงพอที่จะทราบว่าพระเยซูกุมารประสูติที่ไหนเหมือนกับคณะที่ปรึกษาของเฮร็อดกระทำ หากเราไม่ไป
ที่นั่น  เมื่อสถานที่ของพระองค์กลายเป็นสถานที่ของเราเอง เมื่อวันเวลาของพระองค์กลายเป็นวันเวลาของเรา เมื่อพระบุคคลของพระองค์กลายเป็นชีวิตของเราเอง เมื่อนั้นแหละคำพยากรณ์จะสำเร็จขึ้นในตัวเรา  พระองค์จะทรงกลายเป็นพระเจ้าผู้ทรงชีวิตสำหรับเรา  วันนี้เราถูกขอร้องให้เอาเยี่ยงเอาย่างนักปราชญ์แห่งตะวันออกทั้งสามท่าน  พวกเขาไม่มีการโต้เถียงกัน อวดดีเป็นผู้รู้ต่อกัน ไม่ยึดติดในความสามารถของตนเอง พวกเขามุ่งมั่นออกเดินทาง พวกเขาไม่ได้หยุดนิ่งยืนดูเท่านั้น แต่พวกเขาทั้งสามเข้าไปในบ้านของพระเยซู  พวกเขาไม่ได้ทำตนเป็นศูนย์กลาง แต่น้อมศีรษะลงต่อหน้าพระผู้ที่ทรงเป็นศูนย์กลาง  พวกเขามิได้ยึดติดอยู่กับแผนการของตนเอง
คิดวางแผนเรื่องราวของตนเอง แต่พร้อมที่จะเดินไปในเส้นทางใหม่  การกระทำของพวกเขาแสดงให้เห็นถึงการสัมผัสอันใกล้ชิดของพวกเขากับพระคริสตเจ้า เป็นการแสดงถึงความใจกว้างของพวกเขาต่อพระองค์และเป็นการทำทุกสิ่งพร้อมกันกับพระองค์  พวกเขาใช้ภาษาแห่งความรักพร้อมกับพระองค์ เป็นภาษาเดียวกันที่พระเยซูทรงพูดตั้งแต่ที่ยังเป็นเด็ก

        อันที่จริงแล้วนักปราชญ์ทั้งสามท่านไปหาพระคริสตเจ้ามิใช่เพื่อเป็นผู้รับ แต่เพื่อเป็นผู้ให้  ขอให้เราถามตนเองว่า ในช่วงคริสต์มาสเราได้นำของขวัญไปมอบให้พระเยซูกุมารเพื่องานเลี้ยงของพระองค์หรือเปล่า? หรือว่าเรามัวแต่แจกของขวัญระหว่างกันเองเท่านั้น? มีแต่รับอย่างเดียว และมีจิตใจแคบไม่ยอมให้อะไรแก่ใคร!

        หากเราไปพบปะพระเยซูแบบมือเปล่า วันนี้ก็ยังไม่สาย  ตามนัยหนึ่งพระวรสารให้ “รายการของขวัญ” แก่เรา ทองคำ กำยาน และมดยอบ  ทองคำเป็นโลหะที่มีค่าเตือนเราว่าพระเจ้าต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง พระองค์ต้องได้รับการานมัสการแต่ในการทำเช่นนั้นเราต้องถอดความเป็นตัวตนของเราออกจากเป็นบุคคลที่หนึ่ง และยอมรับถึงความอนิจจังของเรา นี่เป็นความจริงว่าเราไม่มีวันที่จะพอเพียงในตัวเราเองได้  ที่สองคือกำยานซึ่งหมายถึงความสัมพันธ์กับพระเยซูคริสตเจ้า การสวดภาวนาซึ่งเป็นดุจกำยานที่ลอยขึ้นสู่พระเจ้า (เทียบ สดด 141: 2_) เฉกเช่นกำยานที่ต้องเผาเพื่อที่จะส่งกลิ่นหอม  ดังนั้นในการอธิษฐานภาวนาก็เช่นกัน เราต้อง “เผา” ใช้เวลาเล็กน้อยของเราเพื่อที่จะอยู่กับพระเยซูคริสตเจ้า  ไม่ใช่เพียงด้วยวาจาแต่ต้องด้วยการกระทำ เราเห็นประเด็นนี้ในมดยอบ ซึ่งเป็นน้ำมันที่ใช้ชโลมพระกายของพระเยซูเมื่อพระองค์ถูกนำลงมาจากไม้กางเขน (เทียบ ยน. 19: 39) พระคริสตเจ้าจะทรงพอพระทัยเมื่อเราเอาใจใส่ดูแลกายที่มีบาดแผลจากความทุกข์ยาก เนื้อหนังของผู้ที่อ่อนแอ ผู้ที่ถูกทอดทิ้ง
ผู้ที่มีแต่จะรับแต่ไม่สามารถให้อะไรแก่ผู้ใดเป็นการตอบแทน ที่มีคุณค่าในสายพระเนตรของพระเจ้าคือความเมตตาที่แสดงต่อคนที่ไม่มีสิ่งใดตอบแทน นี่เป็นการให้แบบเปล่าๆ!

        ในเทศกาลคริสต์มาสนี้ที่กำลังจะสิ้นสุดลง ขอให้เราจงอย่าได้พลาดโอกาสที่จะมอบของขวัญอันมีค่าต่อกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของเรา ผู้ทรงเสด็จมาหาเราไม่ใช่ในความยิ่งใหญ่แบบของชาวโลก แต่ในความยากจนที่สง่างามรุ่งโรจน์แห่งเมืองเบ็ธเลเฮ็ม หากเราสามารถทำสิ่งนี้ แสงสว่างของพระองค์จะทอรัศมีมายังเราแน่นอน

(วิษณุ ธัญญอนันต์ - เก็บบทเทศน์นี้มาแบ่งปันเพื่อการไตร่ตรอง)