slide1 slide3 slide2 slide4

การเข้าเฝ้าพระสันตะปาปาแบบทั่วไป สอนเกี่ยวกับบทสวดข้าแต่พระบิดา “จงเคาะประตูเถิด แล้วเขาจะเปิดประตูรับท่าน” (ลก. 11: 9-13)

การเข้าเฝ้าพระสันตะปาปาแบบทั่วไป สอนเกี่ยวกับบทสวดข้าแต่พระบิดา

“จงเคาะประตูเถิด แล้วเขาจะเปิดประตูรับท่าน” (ลก. 11: 9-13)

 

“เราอาจมั่นใจได้ว่าพระเจ้าจะทรงตอบคำภาวนาเรา  ทั้งนี้พระองค์ทรงทราบ “เวลา” ที่เหมาะสม แต่เราต้องไม่สงสัยว่าพระองค์จะไม่ตอบ  บางทีเราอาจต้องมีความเพียรทนไปทั้งชีวิต แต่พระองค์จะทรงตอบแน่นอน พระองค์ทรงให้สัญญาไว้”

 

 วันพุธที่ 9 มกราคม ค.ศ. 2019

        การเข้าเฝ้าพระสันตะปาปาแบบทั่วไปช่วงเช้า ณ ห้องประชุมใหญ่เปาโลที่ 6 ซึ่งสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสเสด็จไปพบผู้แสวงบุญและสัตบุรุษจากประเทศอิตาลีและจากทั่วโลก

        พระองค์ทรงสอนคำสอนเกี่ยวกับบทสวด “ข้าแต่พระบิดา” ต่อไป  และในคำปราศรัยภาษาอิตาเลียน พระองค์ทรงเน้นการรำพึงไปยังหัวข้อ “จงเคาะประตูเถิด แล้วจะมีคนมาเปิดให้” (ลก. 11: 9-13)

        หลังจากสอนคำสอนด้วยหลายภาษาแล้ว สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสเสด็จไปทักทายกลุ่มสัตบุรุษที่มาเข้าเฝ้า

        การเข้าเฝ้าจบลงด้วยการขับร้องบท “ข้าแต่พระบิดา” ตามด้วยการอวยพรของสมเด็จพระสันตะปาปา

* * *

การสอนคำสอนของสมเด็จพระสันตะปาปา

        การสอนคำสอนวันนี้มีการอ้างอิงถึงพระวรสารโดยนักบุญลูกา  ความจริงพระวรสารฉบับนี้มีการอธิบายถึงภาพพจน์ของพระคริสตเจ้าตั้งแต่เด็กว่าเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งการสวดภาวนา ในพระวรสารนี้มีบทเพลงอยู่ 3 บท ที่เป็นบทภาวนาของพระศาสนจักรทุกวัน คือ บทสรรเสริญของซาคารีอา (Benedictus), บทเพลงสรรเสริญของแม่พระ(Magnificat) และ บทเพลงของซีเมออน (Nunc dimitis)  ในคำสอนเรื่องข้าแต่พระบิดานี้เราจะกล่าวและรำพึงกันต่อไป  เราเห็นพระเยซูว่าพระองค์เป็นบุคคลที่สวดภาวนา  พระเยซูทรงสวดภาวนา ในคำเล่าของนักบุญลูกา เช่นเรื่องการเปลี่ยนรูปโฉมของพระองค์นั้นเกิดขึ้นในช่วงที่พระองค์กำลังสวดภาวนา  มีการกล่าวไว้ดังนี้ “ขณะที่ทรงอธิษฐานภาวนาอยู่นั้น ลักษณะของพระพักตร์เปลี่ยนไปและฉลองพระองค์มีสีขาวเจิดจ้า” (9: 29)  ทว่าทุกขั้นตอนชีวิตของพระเยซูดูเหมือนกับว่าจะถูกผลักดันด้วยลมหายใจของพระจิตผู้ทรงชี้นำพระเยซูในการการปฏิบัตืพันธกิจและกิจการทุกอย่าง  พระเยซูทรงอธิษฐานภาวนาขณะที่ทรงรับพิธีล้างในแม่น้ำจอร์แดน  พระองค์สนทนากับพระบิดาก่อนที่จะทำการตัดสินใจในเรื่องที่มีความสำคัญ  บ่อยครั้งพระองค์ทรงออกไปในที่เปลี่ยวเพื่อการสวดภาวนา  พระองค์ทรงภาวนาให้เปโตรซึ่งในไม่ช้าจะปฏิเสธพระองค์  พระองค์ตรัสดังนี้ว่า “ซีโมน ซีโมน จงฟังเถิด ซาตานได้ขอและเพระเจ้าทรงอนุญาตให้ซาตานทดสอบท่านทั้งหลายเหมือนฝัดข้าวสาลี  แต่เราอธิษฐานอ้อนวอนเพื่อท่านให้ความเชื่อของท่านมั่นคงตลอดไป” (ลก. 22: 31-32)    นี่เป็นเรื่องน่ายินดีที่ทราบว่าพระเยซูทรงอธิษฐานภาวนาสำหรับเรา พระองค์ทรงภาวนาสำหรับฉัน สำหรับเราแต่ละคน เพื่อที่เราจะไม่เสียความเชื่อ นี่เป็นเรื่องจริง “แต่พระองค์ยังทำเช่นนี้อยู่อีกหรือเปล่า?  พระองค์ยังทรงทำเช่นนี้ต่อพระพักตร์พระบิดา  พระเยซูยังทรงอธิษฐานภาวนาสำหรับตัวฉันเอง  เราแต่ละคนสามารถกล่าวเช่นนี้ได้ และเราก็สามารถพูดกับพระเยซูได้เช่นเดียวกันว่า “พระองค์ทรงกำลังอธิษฐานภาวนาสำหรับฉัน  ขอพระองค์ทรงภาวนาให้ฉันต่อไปเพราะฉันต้องการจริงๆ”  นี่ช่างกล้าหาญชาญชัยจริง

        แม้การสิ้นพระชนม์ของพระผู้ไถ่ก็ยังดื่มด่ำอยู่ในบรรยากาศแห่งการอธิษฐานภาวนา จนกระทั่งว่าชั่วโมงแห่งมหาทรมานนั้นดูเหมือนจะเปี่ยมด้วยความสงบอย่างน่าพิศวง พระเยซูทรงบรรเทาใจสตรี ทรงภาวนาให้กับผู้ที่ตรึงพระองค์บนไม้กางเขน ทรงสัญญามอบสวรรค์ให้กับโจรที่กลับใจ และแม้ขณะสิ้นพระชนม์ทรงตรัสว่า “พระบิดาเจ้าข้า ข้าพเจ้ามอบจิตของข้าพเจ้าไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์” (ลก. 23:46) การภาวนาของพระเยซูดูเหมือนจะสยบอารมณ์ที่ร้อนกรุ่นที่สุด คือเป็นความปรารถนาที่จะแก้แค้น ที่จะคืนดีมนุษย์กับศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดซึ่งได้แก่ความตาย

        เราจะพบในพระวรสารโดยนักบุญลูกาเสมอที่ศิษย์คนใดคนหนึ่งขอร้องพระเยซูให้สอนเขาให้รู้จักสวดภาวนาซึ่งจะพูดทำนองนี้ว่า “พระเจ้าข้า โปรดสอนเราให้อธิษฐานภาวนา” (ลก. 11: 1) พวกเขาเห็นพระองค์กำลังอธิษฐานภาวนา “โปรดสอนเรา – เราเองก็สามารถที่จะบอกกับพระเจ้าว่า – พระองค์กำลังอธิษฐานภาวนาสำหรับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าทราบดี แต่โปรดสอนให้ข้าพเจ้ารู้จักภาวนาด้วยเถิดเพื่อที่ข้าพเจ้าจะได้สามารถสวดภาวนาเป็น”

        สิ่งที่เกิดจากคำขอร้องนี้เป็นการาสอนที่ยืดยาวซึ่งพระเยซูทรงอธิบายให้กับบรรดาศิษย์ของพระองค์ด้วยคำพูดและความรู้สึกที่พวกเขาควรวิงวอนพระเจ้า

        ส่วนแรกของการสอนนี้ได้แก่บทข้าแต่พระบิดา ให้อฺธิษฐานภาวนาดังนี้  “ข้าแต่พระบิดา พระองค์สถิตในสวรรค์”  “พระบิดา” น่ารักมากที่จะกล่าวคำนี้  เราสามารถอธิษฐานภาวนาได้ตลอดเวลากับคำ “พระบิดา”  เราจะรู้สึกว่าเรามีบิดา ไม่ใช่เจ้านายหรือพ่อบุญธรรม เปล่าเลย แต่เป็นบิดา คริสตชนเรียกพระเจ้าว่า “บิดา” หรือ คุณพ่อ

        ในคำสอนที่พระเยซูมอบให้กับศิษย์นี้น่าสนใจที่จะหยุดคิดถึงคำแนะนำบางอย่างที่เป็นยอดมงกุฎของบทสวด  พระเยซูทรงอธิบายบางสิ่งเพื่อเสร้างความไว้วางใจให้แก่เรา  มีการเน้นถึงทัศนคติของผู้มีความเชื่อที่อธิษฐานภาวนา  เช่น มีนิทานเปรียบเทียบของสหายโชคร้ายคนหนึ่งที่ไปรบกวนทั้งครอบครัวในขณะที่พวกเขากำลังหลับอยู่ เพราะเขากลับมาจากการเดินทางไกลโดยมิได้บอกกล่าวใครแล้วก็ไม่มีขนมปังเหลืออยู่เลยที่จะมอบให้เขา  พระเยซูพูดว่าอย่างไรกับคนนี้ที่เคาะประตูปลุกเพื่อน? พระเยซูทรงอธิบายว่า “เราบอกท่านทั้งหลายว่า จงขอเถิด แล้วท่านจะได้รับ จงแสวงหาเถิด แล้วท่านจะพบ จงเคาะประตูเถิด แล้วเขาจะเปิดประตูต้อนรับท่าน” (ลก. 9: 11) ด้วยนิทานเปรียบเทียบนี้พระองค์ต้องการให้เราภาวนาและยืนหยัดมั่นคงอยู่กับการอธิษฐานภาวนา จากนั้นพระองค์ก็ยกตัวอย่างบิดาที่มีบุตรชายที่หิว พวกท่านคุณพ่อปู่ย่าตายายที่อยู่ ณ ที่นี้ เมื่อบุตรหรือหลานขออะไรบางอย่าง พวกเขาหิว ขอแล้วขออีก แล้วก็ร้องไห้ ตะโกนเสียงดังเพราะความหิว “ท่านเป็นบิดาประเภทไหน หากลูกขอปลาตัวหนึ่ง ท่านจะให้งูแทนปลาหรือ?” (ข้อ 11)  ท่านต่างมีประสวบการณ์ด้วยกันทุกคนเมื่อลูกขอ ท่านให้เขากินสิ่งที่เขาอยากกินเพื่อความดีของเขา  ด้วยคำพูดเหล่านี้พระเยซูทำให้เราเข้าใจว่าพระเจ้าจะทรงให้คำตอบเราเสมอ ไม่มีการอธิษฐานภาวนาใดที่พระเจ้าจะไม่ได้ยิน เหราะเหตุใดหรือ?  ก็เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นบิดา พระองค์ไม่มีวันที่จะลืมบุตรที่ทุกข์ทรมานของพระองค์

        แน่นอนว่าคำยืนยันเหล่านี้ทำให้เราตกอยู่ในวิกฤต เนื่องจากคำภาวนาหลายอย่างของเราไม่เกิดผล กี่ครั้งมาแล้วที่เราขอแต่ก็ไม่ไดรับ  เราทุกคนต่างมีประสบการณ์นี้  กี่ครั้งแล้วที่เราเคาะประตูแต่ประตูนั้นดูเหมือนปิดตาย  ในกาลเวลาเหล่านั้นพระเยซูแนะนำว่าเราต้องยืนหยัดภาวนาต่อไปอย่ายอมแพ้  คำภาวนาจะเปลี่ยนความจริงเสมอ  ถ้าสิ่งรอบตัวเราไม่เปลี่ยน อย่างน้อยตัวเราก็เปลี่ยน ใจของเราจะเปลี่ยนไป  พระเยซูทรงสัญญาจะประทานพระพรของพระจิตให้กับทุกคนที่อธิษฐานภาวนา

        เราสามารถมั่นใจได้ว่าพระเจ้าจะทรงตอบสนอง  ความไม่แน่นอนแต่ประการเดียวคือเมื่อใด เวลาใด ที่พระองค์จะตอบ เร็ว ช้า  แต่เราต้องไม่สงสัยว่าพระองค์จะไม่ตอบสนองต่อคำภาวนา  บางครั้งเราอาจต้องยืนหยัดภาวนาไปจนตลอดชีวิต แต่พระองค์จะตอบเราอย่างแน่นอน  พระองค์ให้สัญญาเราไว้  พระองค์ไม่ใช่บิดาที่จะให้งูแทนปลา  ไม่มีอะไรที่จะแน่นอนมากไปกว่านี้ คือความปรารถนาที่จะมีความสุขที่เรามีอยู่ในหัวใจซึ่งวันหนึ่งจะบริบูรณ์  พระเยซูตรัสว่า “แล้วพระเจ้าจะไม่ประทานความยุติธรรมแก่ผู้เลือกสรรที่ร้องหาพระองค์ทั้งวันทั้งคืนดอกหรือ?” (ลด. 18: 7) แน่นอน พระองค์จะประทานความยุติธรรม พระองค์จะทรงสดับฟังเรา วันนั้นจะเป็นวันแห่งพระสิริรุ่งโรจน์และการกลับฟื้นชีวิตขึ้นมาใหม่เพียงใด การอธิษฐานภาวนาตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจะเป็นชัยชนะเหนือการอยู่อย่างโดดเดี่ยวและความสิ้นหวัง ฉะนั้นจงอธิษฐานภาวนา การสวดภาวนาจะเป็นการเปลี่ยนความจริง ขอให้เราจงอย่าได้ลืม นี่จะเป็นเหมือนกับว่าเราเห็นทุกภาคส่วนแห่งการสร้างที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ซึ่งบางครั้งเราก็ไม่เข้าใจถึงเหตุผล แต่จะขับเคลื่อนไปเรื่อยๆ จนในที่สุดที่ปลายถนน อะไรจะอยู่ที่ปลายถนน?  เมื่อสิ้นสุดแห่งการอธิษฐานภาวนา ณ สิ้นสุดแห่งกาลเวลาที่เรากำลังอธิษฐานภาวนา ณ เวลาที่เราสิ้นสุดชีวิต จะเป็นอย่างไร?  จะมีบิดาที่กำลังรอคอยทุกสิ่งและทุกคนด้วยพระหัตถ์ทั้งสองเปิดกว้าง ให้เราพิศเพ่งไปยังบิดาของเราเถิด

(วิษณุ ธัญญอนันต์ - เก็บการสอนของพระสันตะปาปามาฝากเพื่อการไตร่ตรอง)