มนุษย์มิได้ดำรงชีวิตด้วยอาหารเท่านั้น
แต่ดำรงชีวิตด้วยพระวาจาทุกคำที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า
(มธ 4:4)
ในการประชุมสภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 27-30 มีนาคม ค.ศ.2007 สภาพระสังฆราชฯ ได้มีมติให้ทำการรณรงค์ในระหว่างปี ค.ศ.2007-2010 เพื่อคริสตชนทุกฐานันดร กล่าวคือ พระสงฆ์ นักบวช และฆราวาส สามารถนำพระวาจาเข้าสู่ชีวิตอย่างมีประสิทธิผลยิ่งขึ้น
ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายทิศทางงานอภิบาลของพระศาสนจักรคาทอลิกในประเทศไทย ค.ศ.2000-2010 ที่ระบุใน พันธกิจ เชิญชวนให้คริสตชนทุกคน "มุ่งอุทิศตนฟื้นฟูชีวิตให้สนิทกับพระคริสตเจ้า โดยอาศัยพระวาจาและ ศีลศักดิ์สิทธิ์..."อีกทั้งยังเป็นโอกาสดีที่จะอุทิศเวลา 4 ปีที่เหลือของแผนทิศทางฯ 10 ปี เน้นการฟื้นฟูชีวิตคริสตชน ให้เข้มข้นยิ่งขึ้น โดยอาศัยพระวาจาของพระเจ้า ควบคู่ไปกับศีลมหาสนิทที่เราได้ให้ความสำคัญอย่าง ต่อเนื่องเสมอมา
เป็นที่ทราบกันดีว่า ในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา พระศาสนจักรคาทอลิกในประเทศไทยได้มี สาส์นอภิบาลอย่างต่อเนื่อง เชิญชวนให้คริสตชนฟื้นฟูชีวิตจากฐานครอบครัว โดยให้
ปี ค.ศ.2004 เป็นปี ศีลมหาสนิท : แสงสว่างและชีวิตของครอบครัว
ปี ค.ศ.2005 เป็นปี ศีลมหาสนิทและกระแสเรียก และ
ปี ค.ศ.2006 เป็นปีแห่ง การแพร่ธรรม
โดยมีเจตนาที่จะให้คริสตชนได้ตื่นตัวและสนใจฟื้นฟูความเชื่อของตน ให้มีวุฒิภาวะยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งมีบทบาทบอกเล่าพระเยซู ให้ผู้ที่ยังไม่รู้จักพระองค์ให้มากยิ่งขึ้น
ในระดับพระศาสนจักรสากล ได้มีการประชุมสมัชชาพระสังฆราชทั่วโลกระหว่างวันที่ 2-23 ตุลาคม ค.ศ.2005 เรื่อง ศีลมหาสนิท บ่อเกิดและเป้าหมายสูงสุดของชีวิตและพันธกิจของพระศาสนจักร ซึ่งเป็นที่มาของพระสมณโอวาทเรื่องSacramentum Caritatisของสมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16 และการประชุมสมัชชาพระสังฆราชทั่วโลกครั้งต่อไป ซึ่งจะจัดใน เดือนตุลาคม ค.ศ.2008 ก็จะพิจารณาเรื่อง พระวาจาของพระเจ้าในชีวิตและพันธกิจของพระศาสนจักร โดยมีลักษณะคู่ขนานกับ หัวข้อที่ใช้พิจารณาในสมัชชาสากล ครั้งก่อนด้วย
ในบรรยากาศการเน้นความสำคัญตามหัวข้อต่างๆ ดังที่กล่าวข้างต้น จึงเป็นการเหมาะสมอย่างยิ่งที่ คริสตชนชาวไทยจะอุทิศตน มีส่วนร่วม ทำให้พระวาจาของพระเจ้าเป็นหัวใจของ ชีวิตและพันธกิจของคริสตชนทุกคน ด้วยการอ่านและฟังพระวาจา ของพระเจ้าจากพระคัมภีร์ ทั้งในระดับส่วนบุคคลและระดับหมู่คณะมากขึ้น อีกทั้งนำการดลใจจากพระวาจาไปดำเนินชีวิตประจำวัน เพื่อเป็นการฟื้นฟูชีวิตความเชื่อ ของตน ของครอบครัว ของหมู่คณะและชุมชนย่อยๆ ของวัดทุกท้องถิ่นในทุกสังฆมณฑล เพื่อว่าอาศัยการทรงนำของพระจิตเจ้า บรรดา คริสตชนจะได้สัมผัสพระคริสตเจ้า ผู้ทรงเป็น พระวาทะของพระเจ้า และเป็นศูนย์รวมของทุกชุมชน โดยอุทิศปี ค.ศ.2007-2010 ให้เป็นช่วงเวลาแห่งการตอบรับเสียงเรียกร้อง ของพระศาสนจักรสากลและพระศาสนจักรท้องถิ่น อย่างพร้อมเพรียงกัน
บรรดาพระสังฆราชคาดหวังว่า การรณรงค์ตลอด 4 ปีต่อไปนี้ จะทำให้พระวาจาของพระเจ้า เป็นพลังเพิ่มความเข้มแข็งให้แก่ชีวิต คริสตชนทั่วหน้า โดยกำหนดประเด็นสำคัญในแต่ละปีไว้ดังนี้
+ ปี ค.ศ.2007 เน้นเรื่อง พระวาจาในชีวิตคริสตชน (1) โดยมีสาระการรณรงค์อยู่ที่การฟื้นฟูคริสตชนให้มีชีวิตสนิทกับพระคริสตเจ้า อาศัยการสัมผัสกับพระวาจา ด้วยการอ่าน ภาวนา ศึกษา ไตร่ตรอง และเจริญชีวิตตามคุณค่าพระวาจาอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง และสมัครใจ
+ ปี ค.ศ.2008 เน้นเรื่อง พระวาจาในชีวิตคริสตชน (2) โดยมีสาระการรณรงค์ต่อจากปีที่ผ่านมา ด้วยการฟื้นฟูคริสตชนให้มีชีวิตสนิทกับพระคริสตเจ้า อาศัย การสัมผัสกับพระวาจาอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่องและเข้มข้นยิ่งขึ้น ทั้งในระดับส่วนตัว ระดับครอบครัว ระดับองค์กรและระดับหมู่คณะต่างๆ ของชุมชนวัด
+ ปี ค.ศ.2009 เน้นเรื่อง พระวาจาและศีลศักดิ์สิทธิ์ในชีวิตคริสตชน โดยมีสาระการรณรงค์อยู่ที่การทำให้การฟังพระวาจาและการรับศีลศักดิ์สิทธิ์ดำเนินอย่างต่อเนื่องเชิงปฏิบัติ ในชีวิตประจำวันส่วนบุคคล ในครอบครัว ในชุมชนและในสังคมรอบข้าง
+ ปี ค.ศ.2010 เน้นเรื่อง พระวาจา ศีลศักดิ์สิทธิ์ และการเป็นหนึ่งเดียวกันในความรักและความเชื่อ ของคริสตชน โดยมีสาระการรณรงค์อยู่ที่การเจริญชีวิตอาศัยพระวาจาและคุณค่าพระวรสาร ตามคำสอนของ พระศาสนจักร เป็นประจักษ์พยานถึงความเชื่อ โดยร่วมมือและแบ่งปันซึ่งกันและกัน รัก-รับใช้ปวงชน และผู้ยากไร้ เป็นพี่น้องกับผู้มีความเชื่ออื่นอาศัยการเสวนาด้วยชีวิต
เพื่อให้การรณรงค์นำ พระวาจาสู่ชีวิต ครั้งนี้บรรลุผลสำเร็จ สภาพระสังฆราชฯ ขอให้สำนักนโยบายทิศทางงานอภิบาล ร่วมกับคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อพระคัมภีร์ เป็นแกนนำประสานความร่วมมือกับคณะกรรมการคาทอลิกและกลุ่มอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้การสนับสนุนและส่งเสริม นำโครงการ กิจกรรมและแนวปฏิบัติสำหรับส่วนบุคคล ครอบครัว องค์กร สถานศึกษาในทุกสังฆมณฑล ซึ่งจะกำหนดรายละเอียดที่เป็นรูปธรรมในเชิงปฏิบัติเป็นแนวทางเสนอให้ทราบต่อไป
ขอให้พระวาจาของพระอาจารย์เจ้าที่ตรัสกับเราก่อนเสด็จขึ้นสวรรค์ ได้เป็นจริงกับเราแต่ละคน จงสอนเขาให้ปฏิบัติตามคำสั่งทุกข้อ ที่เราให้แก่ท่าน แล้วจงรู้เถิดว่าเราอยู่กับท่านทุกวันตลอดไปตราบจนสิ้นพิภพ (มธ 28:20) เพราะด้วยการดำเนินชีวิตตามพระวาจา ของพระองค์เท่านั้น เราจะได้สัมผัสกับการสถิตของพระองค์ในชีวิตประจำวันของเราเสมอไป
ดังนั้น จึงขอประกาศให้พี่น้องคริสตชนฆราวาส ตลอดจนพระสงฆ์และนักบวชทุกท่าน ได้รับทราบมติดังกล่าวของสภาพระสังฆราชฯ และขอให้ทุกท่านมีส่วนร่วมในการรณรงค์ตลอด 4 ปีนี้อย่างพร้อมเพรียงกัน
ประกาศไว้ ณ วันที่ 20 พฤษภาคม ค.ศ.2007
สมโภชพระเยซูเจ้าเสด็จขึ้นสวรรค์
(พระสังฆราชยอร์ช ยอด พิมพิสาร)
ประธาน
สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย |